125 ปี การรถไฟฯ น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ร.5 เร่งปักหมุดกรรมสิทธิ์ที่ดินทั่วปท. ทำแผนที่ระบบดิจิทัล

รฟท.ครบรอบ 125 ปี น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ร.5 ย้อนรอยประวัติศาสตร์ รถจักรไอน้ำ”กรุงเทพ-อยุธยา”ปักหมุดหลักกิโลเมตรที่ 0 กรรมสิทธิ์ที่ดิน แสดงพิกัด 3,840 จุด คาดเสร็จในเม.ย.ทำแผนที่ระบบดิจิทัล

วันนี้ (26 มีนาคม 2565) เวลา 7.00 น. ณ หน้าตึกบัญชาการรถไฟ นายวิรัช พิมพะนิตย์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในการจัดกิจกรรมวันคล้ายวันสถาปนาการรถไฟ ครบรอบ 125 ปี โดยมีนายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) คณะผู้บริหารและพนักงานรฟท. ร่วม โดยมีการ ถวายพระราชสักการะและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ แด่พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานกิจการรถไฟไทยให้แก่ปวงชนชาวไทย และพระอนุสาวรีย์ พลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน อดีตผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวง พระบิดาแห่งกิจการรถไฟยุคใหม่ พร้อมทั้งร่วมตักบาตรข้าวสาร อาหารแห้งพระสงฆ์ 19 รูปร่วมกัน

สำหรับที่ สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) มีพิธีสักการะอนุสรณ์ปฐมฤกษ์รถไฟหลวง ที่สร้างขึ้นในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพระราชพิธีเปิดเดินรถไฟหลวงสายแรกในสยาม เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2439 เส้นทางสถานีกรุงเทพ-อยุธยา ระยะทาง 71 กิโลเมตร ซึ่งการรถไฟฯ จึงได้กำหนดให้วันที่ 26 มีนาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสถาปนากิจการรถไฟเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

พร้อมกันนี้ ได้ร่วมเป็นประธานในพิธีปล่อยขบวนพิเศษรถจักรไอน้ำนำเที่ยว ขบวนที่ 901 (กรุงเทพ-อยุธยา) บริเวณชานชาลาที่ 5 เป็นรถจักรไอน้ำ รุ่นแปซิฟิก รุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อเปิดให้ประชาชน นักท่องเที่ยว ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางศึกษาเส้นทางประวัติศาสตร์ และร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

@ปักหมุดหลักกิโลเมตรที่ 0 ขึงแนวกรรมสิทธิ์ที่ดินรถไฟทำแผนที่ดิจิทัล

ต่อมาเวลา 8.20 น. นายนิรุฒ มณีพันธ์ ได้เป็นประธานในพิธีปักหมุดหลักกิโลเมตรที่ 0 (ศูนย์) ของเส้นทางการรถไฟฯ บริเวณลานน้ำพุหัวช้าง ซึ่งเคยเป็นหลุมหลบภัยสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อมา พนักงานและลูกจ้างของการรถไฟฯ ได้รวบรวมทุนทรัพย์จัดสร้างลานน้ำพุหัวช้างขึ้นเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยบริเวณเดียวกับจุดยอดบนสุดของน้ำพุหัวช้าง ถือเป็นจุดเริ่มต้นของหลักกิโลกรรมสิทธิ์ที่ดิน สำหรับสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลที่ดินของการรถไฟฯ ที่จะเปลี่ยนจากข้อมูลแผนที่แบบกระดาษ ไปสู่การทำแผนที่ดิจิทัล ด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information System) หรือ GIS

ทั้งนี้ ในการปักหมุดหลักกิโลกรรมสิทธิ์ที่ดิน การรถไฟฯ มีแผนจะติดตั้งเพื่อใช้แสดงพิกัดอ้างอิงตามแนวเส้นทางของการรถไฟ ทุกๆ 1 กิโลเมตรไปทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันได้ติดตั้งหลักกิโลกรรมสิทธิ์ที่ดินไปแล้ว 3,551 จุด จากทั้งหมด 3,840 จุด คงเหลือ 289 จุด ซึ่งคาดว่าจะติดตั้งแล้วเสร็จภายในเดือนเมษายนปีนี้

จากนั้นได้เดินทางไปยังสโมสรรถไฟ เพื่อมอบโล่และประกาศนียบัตรให้แก่ผู้ที่ปฏิบัติงานครบ 25 ปี พร้อมแหนบที่ระลึก รางวัลพนักงานดีเด่นประจำปี2564 และรางวัลล้อปีกรถไฟเกียรติยศ ชั้น 1, 2 และ 3

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากิจการรถไฟ ครบรอบ 125 ปี การรถไฟฯ ได้ปรับแต่งภูมิทัศน์ ณ จุดปักหมุดกิโลที่ 0 บริเวณลานน้ำพุหัวช้าง และอนุสรณ์ปฐมฤกษ์รถไฟหลวง ด้วยดอกไม้ ต้นไม้ตามฤดูกาลที่มีสีสันสวยงาม โดยใช้สีเหลือง แดง ชมพู และขาว ภายใต้แนวคิดสวนร่วมสมัยสไตล์ฝรั่งเศส โดยด้านหลังอนุสาวรีย์ ใช้ต้นไทรเกาหลีเป็นฉากสีเขียว แซมด้วยไทรยอดทองพุ่มกลมซึ่งไห้สีเหลือง ขณะที่ตามแนวรั้วใช้ต้นหมากนวลทองใบสีเหลือง เป็นสีแทนในหลวงรัชกาลที่10 ส่วนแนวถนนทางเข้าใช้พุดด่างพุ่มกลมไห้สีขาวเขียวและปิดขอบบริเวณยอดด้วยสีแดงของต้นคริสติน่า เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ รัชกาลที่ 5 ที่ได้ทรงนำเทคโนโลยีในต่างประเทศเข้ามาพัฒนาความเจริญให้แก่ประเทศไทย จนเกิดเป็นระบบคมนาคมขนส่งทางรางที่ทันสมัย และมีส่วนสำคัญในการวางรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจ และประเทศชาติเรื่อยมาจวบจนถึงปัจจุบัน

อ้างอิง
https://m.mgronline.com/business

บอร์ดThaiBMA ไฟเขียวตั้ง “ดร.สมจินต์ ศรไพศาล” นั่ง กรรมการผู้จัดการ

คณะกรรมการ(บอร์ด) สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย หรือ ThaiBMA มีมติแต่งตั้ง ดร.สมจินต์ศรไพศาล เป็นกรรมการผู้จัดการ มีผลตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2565 ต่อจากนายธาดา พฤฒิธาดา ที่จะครบวาระการดำรงตำแหน่ง

รายงานข่าวจากสมาคมตราสารหนี้ไทย หรือ ThaiBMA ระบุว่า คณะกรรมการ สมาคมตราสารหนี้ไทย มีมติแต่งตั้งมติแต่งตั้ง ดร.สมจินต์ศรไพศาล เป็นกรรมการผู้จัดการต่อจากนายธาดา พฤฒิธาดา ที่จะครบวาระการดำรงตำแหน่ง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2565

ทั้งนี้ ดร.สมจินต์ ศรไพศาล จบการศึกษาปริญญาตรีด้านวิศวกรรมอุตสาหการ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปริญญาโทด้านธุรกิจญี่ปุ่นศึกษาจาก Chaminade University of Honolulu โดยได้รับทุนการศึกษา Fujitsu Asian Scholarship Program

ดร.สมจินต์ ได้รับปริญญาเอกด้านการบริหารธุรกิจ สาขาการเงิน จากโครงการปริญญาเอกร่วมสาขาบริหารธุรกิจ ระหว่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

 

ดร.สมจินต์มีประสบการณ์ในตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้มากว่า 30 ปี โดยเคยดำรงตำแหน่ง Assistant manager ของ Kankaku Securities ในประเทศญี่ปุ่น Deputy General Manager ของ Bond Dealers Club อาจารย์ประจำคณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตราสารอนุพันธ์ของ บล. กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) วรรณ จำกัด และ กรรมการผู้จัดการ บลจ. ทหารไทย

นอกจากนี้ดร.สมจินต์ยังเป็นวิทยากร ในหลักสูตรอบรมความรู้ในตลาดทุนให้กับองค์กรต่างๆ อาทิ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยมาอย่างต่อเนื่อง

อ้างอิง
https://www.thansettakij.com/money_market

โบรกแนะ”พัก”ลงทุนหุ้น DITTO จับตา3ปัจจัยหนุน ลุ้นอัพไซด์

โบรก เตือน ราคาหุ้น “ดิทโต้” ขึ้นแรงเกินราคาเป้าหมาย พี/อี เกิน100 เท่า แนะนักลงทุนรายใหม่เลี่ยงลงทุน ส่วนผู้ถือหุ้นเดิมแนะถือ รอลุ้น “งานใหญ่ 5 พันล้าน -คาร์บอนเครดิต -การผ่านกฎหมายดิจิทัลภาครัฐ ” หนุนผลดำเนินงาน

ความเคลื่อนไหว ราคาหุ้น บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) หรือ DITTO วานนี้ผันผวนหนัก โดยปรับตัวลงต่ำสุดในช่วงเช้า ที่ 51.75 บาท ลดลง 10.8% ก่อนจะรีบาวด์ช่วงท้ายตลาดราคากลับมาปิดเท่ากับราคาปิดวันก่อนหน้า ที่ 58 บาท

นายนภนต์ ใจแสน รองผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง เปิดเผยว่า ในช่วงเช้าที่ ราคาหุ้น DITTO ปรับลงวานนี้ ปัจจัยหลักมาจากเข้ากำกับการซื้อขายระดับ3 ห้าม Net settlement, ห้ามคำนวณวงเงินซื้อขาย และ Cash Balance ซึ่งมีผล 24 มี.ค. -12 เม.ย. ซึ่งเป็นเซ็นทริเม้นต์เชิงลบทำให้นักลงทุนกังวล

ทั้งนี้บริษัทปรับคำแนะนำหุ้น DITTO โดยหากเป็นนักลงทุนรายใหม่ยังไม่แนะเข้าซื้ แต่หากเป็นนักลงทุนที่มีหุ้นอยู่แล้ว แนะ ถือ โดยให้ราคาเป้าหมายพื้นฐาน 50 บาท และแนวต้าน 58 บาท

อย่างไรก็ตาม ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่ยังมีโอกาสเติบโตได้ในระยะยาว แต่ต้องรอความชัดเจน 3 ปัจจัยที่จะเป็นอัพไซด์ในระยะถัดไป ดังนี้

1.การเข้าประมูลโครงการขนาดใหญ่ภาครัฐในช่วงปลายปีนี้ มูลค่า 5,000 ล้านบาท

2.การศึกษาโครงการคาร์บอนเครดิต หากเป็นไปตามแผนที่วางไว้

3.รัฐบาลมีแนวโน้มที่จะกำหนดกฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลภายใน 2 ปีข้างหน้า ซึ่งองค์กรของรัฐทั้งหมดจะต้องมีอแฟลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อลดการใช้กระดาษ ซึ่งหมายถึงแนวโน้มการเติบโตอย่างมากสำหรับ DITTO

โดยเฉพาะการศึกษาโครงการคาร์บอนเครดิตที่อยู่ระหว่างการศึกษา เช่น การปลูกป่าชายเลน และขายเป็นคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นระดับGlobal Scale ซึ่งธุรกิจในส่วนนี้สามารถต่อยอดจากโครงการคัดแยกขยะที่บริษัททำมาต่อเนื่องได้อยู่แล้ว

ทั้งนี้หาก 3 ปัจจัยถ้าชัดเจนมากขึ้นก็สามารถเข้าซื้อได้ ซึ่งราคา ณ ปัจจุบันถือว่าเป็นจุดที่ทำกำไรได้หลังจากราคาหุ้นปรับขึ้นไปมากแล้วก่อนหน้านี้

อ้างอิง
https://www.bangkokbiznews.com/business

หุ้นกลุ่มน้ำมันหนุนตลาด ดันหุ้นไทยปิด +2.94 จุด โบรกฯ แนะจับตาประชุมนาโต้

หุ้นไทยปิดตลาด +2.94 จุด โบรกฯ ชี้ดัชนี SET INDEX แกว่งบวกจากแรงซื้อหุ้นพลังงานเข้าหนุนหลังราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น แนะจับตาผลประชุม NATO ในคืนนี้จะเพิ่มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียอีกหรือไม่ พร้อมประเมินกรอบการลงทุนแนวต้านที่ 1,690 จุด และแนวรับที่ 1,670 จุด

ตลาดหุ้นไทยปิดทำการซื้อขายวันที่ 24 มีนาคม 2565 ปรับตัวเพิ่มขึ้น +2.94 จุด หรือ +0.18% โดยปิดตลาดที่ 1,680.89 จุด มูลค่าการซื้อขาย 66,566.59 ล้านบาท โดยภาพรวมการลงทุนวันนี้หุ้นไทยแกว่งตัวกรอบแคบๆ ในแดนบวกเป็นส่วนใหญ่ โดยระหว่างวันปรับตัวขึ้นสูงสุดที่ 1,685.12 จุด และปรับตัวลดลงต่ำสุดที่ 1,675.19 จุด

ขณะที่หลักทรัพย์ที่มีการเปลี่ยนแปลงในวันนี้เพิ่มขึ้น จำนวน 594 หลักทรัพย์ ไม่เปลี่ยนแปลง จำนวน 646 หลักทรัพย์ และปรับตัวลดลง จำนวน 1,083 หลักทรัพย์

ด้านปริมาณการซื้อขายขายจำแนกตามกลุ่มนักลงทุน พบว่า นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิกว่า 2,833.27 ล้านบาท ในทางกลับกัน พบว่า นักลงทุนในประเทศขายสุทธิกว่า -651.47 ล้านบาท บัญชี บล. ขายสุทธิกว่า -29.64 ล้านบาท และนักลงทุนสถาบันขายสุทธิกว่า -2,152.15 ล้านบาท

ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์
1.PTT มูลค่าการซื้อขาย 3,018.10 ล้านบาท ปิดที่ 39.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท
2.PTTEP มูลค่าการซื้อขาย 2,767.99 ล้านบาท ปิดที่ 154.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท
3.KBANK มูลค่าการซื้อขาย 2,317.81 ล้านบาท ปิดที่ 159.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท
4.CPALL มูลค่าการซื้อขาย 1,891.46 ล้านบาท ปิดที่ 64.50 บาท ลดลง 0.50 บาท
5.ADVANC มูลค่าการซื้อขาย 1,579.38 ล้านบาท ปิดที่ 231.00 บาท เพิ่มขึ้น 5.00 บาท

ด้านดัชนี SET100 ที่มีราคาปรับตัวบวกเพิ่มขึ้นมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่
1.ADVANC ปิดที่ 231.00 บาท เพิ่มขึ้น 5.00 บาท หรือ 2.21%
2.PTTEP ปิดที่ 154.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท หรือ 1.32%
3.CENTEL ปิดที่ 40.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.25 บาท หรือ 3.23%
4.COM7 ปิดที่ 42.75 บาท เพิ่มขึ้น 1.25 บาท หรือ 3.01%
5.MEGA ปิดที่ 46.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.25 บาท หรือ 2.79%

ส่วนดัชนี SET100 ที่มีราคาปรับตัวลดลงมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่
1.BH ปิดที่ 161.00 บาท ลดลง 4.50 บาท หรือ 2.72%
2.CBG ปิดที่ 104.50 บาท ลดลง 2.50 บาท หรือ 2.34%
3.RCL(XD) ปิดที่ 45.50 บาท ลดลง 2.00 บาท หรือ 4.21%
4.AEONTS ปิดที่ 195.00 บาท ลดลง 2.00 บาท หรือ 1.02%
5.DOHOME ปิดที่ 21.30 บาท ลดลง 0.90 บาท หรือ 4.05%

ดัชนี SET100 ปิดที่ 2,297.50 จุด เพิ่มขึ้น 6.28 จุด หรือ 0.27% ด้านดัชนี SET50 ปิดที่ 1,012.34 จุด เพิ่มขึ้น 3.73 จุด หรือ 0.37% และดัชนีตลาด mai ปิดที่ 629.62 จุด ลดลง -1.27 จุด หรือ -0.20%

นายศราวุธ เตโชชวลิต ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.อาร์เอชบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งตัวแคบ และวอลุ่มการซื้อขายเบาบาง แต่ยังปิดบวกได้ตามทิศทางตลาดหุ้นเอเชีย 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ (กลุ่ม TIP) รวมถึงสิงคโปร์ และมาเลเซีย คาดว่าเม็ดเงินต่างประเทศ (Fund Flow) ไหลเข้า โดยวันนี้หุ้นขนาดกลางและเล็กปรับตัวขึ้นมาแต่ไม่ได้มีผลต่อภาพรวมดัชนีมากนัก

อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นกลุ่มพลังงานทั้งน้ำมันและถ่านหินปรับตัวขึ้นช่วยพยุงตลาดไว้ เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น โดยสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์อยู่เหนือ 120 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หลังมีรายงานว่าบริษัท แคสเปียน ไปป์ไลน์ คอนซอร์เทียม (CPC) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างรัสเซียและคาซัคสถานไม่สามารถส่งออกน้ำมันจากโรงงานที่ตั้งอยู่ชายฝั่งทะเลดำ เนื่องจากได้รับความเสียหายจากพายุ และต้องใช้เวลาซ่อมแซมราว 1 เดือนครึ่ง

นอกจากนี้ ตลาดรอการประชุมองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ NATO ที่มีสมาชิกหลักอย่างสหรัฐฯ และชาติยุโรปจะมีมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียเพิ่มเติมหรือไม่ แต่คาดว่ายุโรปไม่ต้องการคว่ำบาตรเพิ่ม เนื่องจากราคาน้ำมันสูงจากเหตุการณ์ CPC ไม่สามารถส่งน้ำมันได้ หากคว่ำบาตรอีกจะยิ่งทำให้ราคาน้ำมันถีบตัวสูงขึ้น เป็นแรงกดดันเงินเฟ้อและดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีก

ขณะที่แนวโน้มการลงทุนวันพรุ่งนี้มองว่าขึ้นอยู่กับการประชุม NATO คืนนี้ว่าจะมีมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียเพิ่มเติมหรือไม่ โดยประเมินกรอบแนวต้านที่ 1,690 จุด และแนวรับที่ 1,670 จุด

อ้างอิง
https://m.mgronline.com/stockmarket

เฟดขึ้นดอกเบี้ยตามคาด 0.25% ครั้งแรกรอบ 3 ปี หุ้นไทยลุ้นทดสอบ 1,680 จุด

บล.ฟิลลิปประเมินตลาดหุ้นไทยเช้านี้มีแนวโน้มแกว่งตัวอิงทางขึ้นในกรอบ 1,660-1,685 จุด ลุ้นทดสอบแนวต้าน 1,680 จุด หากผ่านไปได้มีโอกาสเห็น SET Index กลับขึ้นไปถึง 1,700 จุดภายในเดือนนี้ ประชุมเฟดออกมาไม่มี Negative Surprise ปรับขึ้นดอกเบี้ยตามคาด 0.25% ครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี นับตั้งแต่ปลายปี’61 มองสงครามรัสเซียยูเครนจะยิ่งกดดันให้เกิดเงินเฟ้อ-เศรษฐกิจชะลอตัว

วันที่ 17 มีนาคม 2565 บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) รายงานแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ว่า ดัชนี SET Index เช้านี้คาดปรับตัวขึ้นต่อได้หลังเมื่อคืนผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ออกมาไม่มี Negative Surprise โดยปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เป็น 0.25-0.50% ตามคาดการณ์ ประกอบกับในประเทศมีแรงซื้อจากเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) กลับเข้ามากว่า 6,200 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 1 เดือนนับตั้งแต่มีความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน

ซึ่งวานนี้ประธานาธิบดียูเครนได้มีถ้อยแถลงต่อสภาคองเกรสของสหรัฐเรียกร้องให้สหรัฐเป็นผู้นำสันติและช่วยเหลือยูเครนในการต่อต้านการรุกรานจากรัสเซีย ส่วนการเจรจาเบื้องต้นมีรายงานว่าประธานาธิบดีปูตินและเซเลนสกีจะเจรจากันโดยตรงในอีกไม่ช้า จึงน่าจับตาว่าจะเริ่มมีสัญญาณในการยุติสงครามได้หรือไม่

ภาพรวม SET Index ยังทำทรงดีต่อจากวานนี้ ที่ตลาดดีตตัวแรงหลังจีนประกาศเตรียมกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อรับมือผลการล็อกดาวน์ในหลายเมือง ทำให้เศรษฐกิจโลกอาจจะชะลอตัวลงไม่มาก

จึงคาดว่าเช้านี้ SET Index มีแนวโน้มแกว่งตัวอิงทางขึ้นในกรอบระหว่าง 1,660-1,685 จุด ลุ้นทดสอบแนวต้าน 1,680 จุด หากผ่านไปได้มีโอกาสได้เห็น SET Index กลับขึ้นไปถึง 1,700 จุดภายในเดือนนี้

สำหรับผลการประชุม FOMC เมื่อคืนนี้ มีประเด็นสำคัญดังนี้

1.ปรับขึ้นอตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี นับตั้งแต่ปลายปี 2561 มองสงครามรัสเซีย-ยูเครนจะยิ่งกดดันให้เกิดเงินเฟ้อและเศรษฐกิจชะลอตัว

2.คาดการณ์ดอกเบี้ยหรือ Dot Plot มีโทนออกมาทาง Hawkish เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายสิ้นปีนี้จะมีค่ากลางอยู่ที่ 1.9% ตรงตามที่นักลงทุนคาด แต่สูงกว่าคาดการณ์ครั้งก่อน นั่นคือ Fed จะต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ในทุกการประชุมที่เหลือของปีจำนวน 6 ครั้ง ส่วนปี 2566 และ 2567 ค่ากลางของอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ราว 2.8% ซึ่ง Fed ยังคงยืดหยุ่นและพร้อมจะใช้โยบายทางการเงินตามสภาพเศรษฐกิจของสหรัฐ

3.การลดขนาดงบดุลหรือการทำ QT ทาง Fed จะประกาศรายละเอียดในการประชุมครั้งหน้าเดือน พ.ค. 2565 นั่นคือมีแนวโน้มจะเริ่มทำครั้งแรกในเดือน มิ.ย. 2565 ตรงกับที่ฝ่ายวิจัยคาดการณ์ไว้

4.คาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐปีนี้ Fed คาดว่า GDP สหรัฐจะขยายตัวเพียง 2.8% ลดลงจากครั้งก่อนที่ 4% เงินเฟ้อพื้นฐานไม่รวมอาหารและพลังงานวัดค่าจาก Core PCE อยู่ที่ 4.1% ครั้งก่อน 2.7% และอัตราการว่างงานอยู่ที่ 3.5% เป็นผลกระทบโดยตรงจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน

โดยกลยุทธ์การลงทุน แนะนำลงทุนในธีมต่อไปนี้ 1.หุ้นรับทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นในกลุ่มธนาคารและประกันภัย (KBANK, KKP, BBL) 2.หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลรับโควิดสายพันธุ์ใหม่ (BCH, CHG, IMH) 3.หุ้นรับประโยชน์ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวลง (SCGP, SC) และ 4.หุ้นรับมาตรการช่วยลดค่าครองชีพจากรัฐบาล

อ้างอิง
https://www.prachachat.net/finance

UBE ตั้ง “สุรียส โควสุรัตน์” นั่งเอ็มดีใหญ่

“อุบล ไบโอ เอทานอล” แต่งตั้ง น.ส.สุรียส โควสุรัตน์ ขึ้นดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่ ขับเคลื่อนธุรกิจ รุกขยายฐานการลงทุนต่อเนื่อง สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กลุ่มบริษัท ตั้งเป้าปี 65 เติบโต 15-20%

บริษัท อุบล ไบโอ เอทานอล จำกัด (มหาชน) หรือ UBE ผู้ผลิตและแปรรูปมันสำปะหลังแบบครบวงจร แจ้งมติคณะกรรมการบริษัทฯ ครั้งที่ 2/2565 เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2565 ได้รับทราบการลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ กรรมการบริหารความเสี่ยง และกรรมการบริหาร ของนายเดชพนต์ เลิศสุวรรณโรจน์ มีผลตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2565 มาดำรงตำแหน่งขึ้นเป็นที่ปรึกษาด้านการวางแผนและกลยุทธ์องค์กร และอนุมัติการแต่งตั้งให้ น.ส.สุรียส โควสุรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ขึ้นดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อุบล ไบโอ เอทานอล จำกัด (มหาชน) คนใหม่ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ น.ส.สุรียส โควสุรัตน์ เป็นผู้บริหารที่มีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทฯ การวางระบบการทำงานและการดูแลด้านการปฏิบัติการ มีความสามารถ มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมพลังงานและอาหาร มีวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ และเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีเครือข่ายในการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจที่ตอบโจทย์อาหารแห่งอนาคต

น.ส.สุรียส โควสุรัตน์ ในฐานะกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อุบล ไบโอ เอทานอล จำกัด (มหาชน) คนใหม่ เปิดเผยว่า “รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับโอกาสในการเป็นผู้นำขององค์กรในครั้งนี้ พร้อมต่อยอดธุรกิจตามเป้าหมายที่แจ้งไว้ในเอกสารชี้ชวน และจะดำเนินธุรกิจให้ครบด้านทั้งการหาโอกาสทางการตลาด ธรรมาภิบาล การใส่ใจเกษตรกร ชุมชนโดยรอบโรงงาน เรื่องสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการพัฒนาพนักงานให้เป็นนวัตกรในองค์กร ขับเคลื่อนร่วมกันไปให้ยั่งยืน”

ทั้งนี้ ในปี 2565 บริษัทฯ มีแผนขยายธุรกิจเอทานอล ธุรกิจแป้งมันสำปะหลัง และผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์อื่นๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจผลิตและจำหน่ายแป้งมันสำปะหลัง จะเพิ่มการผลิตแป้งมันสำปะหลังออแกนิกและแป้งฟลาวมันสำปะหลัง ที่ปราศจากกลูเตน (Gluten Free) ภายใต้แบรนด์ Tasuko เพื่อตอบโจทย์กระแสรักสุขภาพที่มาแรงและได้รับการตอบรับจากกลุ่มผู้บริโภคที่ดูแลสุขภาพเป็นอย่างดี รวมถึงการขยายการผลิตและจำหน่ายสินค้าทางการเกษตรที่มีมูลค่าสูง (High Value Product หรือ HVP) ชนิดอื่นๆ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่มีมูลค่าสูงและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ และการร่วมทุนกับพันธมิตร (JV) ในผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับข้าวออแกนิก สารให้ความหวาน รวมถึงผลิตภัณฑ์เบเกอรีและขนมหวาน ซึ่งกำลังเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อเพิ่มฐานรายได้และหนุนการเติบโตของธุรกิจในอนาคต

สำหรับแผนธุรกิจ 3 -5 ปีข้างหน้า บริษัทฯ มีเป้าหมายผลักดันธุรกิจผลิตและจำหน่ายแป้งมันสำปะหลัง รวมทั้งธุรกิจเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์แป้งมันสำปะหลังจะเพิ่มสัดส่วนเป็นร้อยละ 70 และธุรกิจเอทานอลลดสัดส่วนผลิตลงเหลือร้อยละ 30

น.ส.สุรียส กล่าวอีกว่า สำหรับรายได้ในปี 2565 บริษัทฯ ตั้งเป้าเติบโตขึ้น 15-20% จากปี 2564 ที่มีรายได้จากการขาย 6,966.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,532.3 ล้านบาท หรือร้อยละ 57.1 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 320.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 221.6 ล้านบาท หรือร้อยละ 223.1 เทียบปีที่ผ่านมา จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เอทานอลเกรดอุตสาหกรรมและแป้งออแกนิก ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของ spread เอทานอลเกรดเชื้อเพลิง นับเป็นการเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ

“ในปี 2565 UBE มองเห็นถึงโอกาสในการเติบโตของธุรกิจผลิตและจำหน่ายแป้งมันสำปะหลัง และธุรกิจเกษตรอินทรีย์ จากแนวโน้มความต้องการผลิตภัณฑ์แป้งมันสำปะหลังและความต้องการในผลิตภัณฑ์อาหารที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก รวมถึงการเร่งเดินหน้าสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ การร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพ ตลอดจนการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของ UBE อย่างมั่นคง สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้นักลงทุนอย่างยั่งยืน” น.ส.สุรียส กล่าว

อ้างอิง
https://m.mgronline.com/stockmarket

SCB CIO ชี้เศรษฐกิจโลกเสี่ยง รัสเซีย-ยูเครนส่อยืดเยื้อ แนะนักลงทุน “ถือเงินสด”

SCB CIO ประเมินสงคราม “รัสเซีย-ยูเครน” ไม่แน่นอนสูง-ส่อยืดเยื้อ-เศรษฐกิจโลกเสี่ยง เหตุราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ดันเงินเฟ้อพุ่งสูง-แนวโน้มยืดเยื้อ คาดธนาคารกลางหลัก “Fed-ECB” ไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ยเร็ว-แรง พร้อมคงมุมมองการลงทุนแนะเพิ่มน้ำหนัก “ถือเงินสด-ไม่ซื้อไม่ขายสินทรัพย์เสี่ยง” จับจังหวะสะสมหุ้น “ไทย-เวียดนาม” เป็นหลุมหลบภัยช่วงตลาดผันผวนสูง

วันที่ 14 มีนาคม 2565 ดร.กำพล อดิเรกสมบัติ ผู้อำนวยการอาวุโส SCB Chief Investment Office (SCB CIO) ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซีย-และยูเครนยังมีความรุนแรง และ ความไม่แน่นอนสูง สัญญาณล่าสุดมีแนวโน้มยืดเยื้อมีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก ที่อาจมีบางประเทศมีความเสี่ยงต่อภาวะ Stagflation มากขึ้น (เศรษฐกิจเติบโตต่ำ แต่เงินเฟ้อและอัตราการว่างงานสูง) จากราคาพลังงานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

ในการวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุน SCB CIO ประเมินจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) การสู้รบมีทั้งทางบก น้ำ อากาศ และ cyber ยูเครนต่อสู้อย่างเข้มข้น โดยได้รับความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ รวมถึงอาวุธจากหลายประเทศในยูโรปและสหรัฐ ในขณะที่รัสเซียมีการขู่ใช้อาวุธนิวเคลียร์

2) มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจรุนแรงมากขึ้น และส่งผลกระทบต่อทุกฝ่าย สะท้อนผ่านราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น มาตรการคว่ำบาตรต่อภาคการเงินการธนาคารและเศรษฐกิจรัสเซียยังคงมีอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดมีการขู่ลดการนำเข้าพลังงานจากรัสเซีย ทำให้ราคาพลังงานพุ่งขึ้น และมีความเสี่ยงต่อภาวะ Stagflation สูงขึ้น

และ 3) การเจรจาที่ผ่านมาเป็นการเจรจาในระดับเจ้าหน้าที่ SCB CIO ประเมินว่าตลาดจะให้น้ำหนักกับการเจรจาของเจ้าหน้าที่ระดับสูง โดยเฉพาะประธานาธิบดีของทั้งสองประเทศมากกว่า

ทั้งนี้ ความกังวลต่อเศรษฐกิจโลกถดถอย (Stagflation concern) ในขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความเสี่ยงเงินเฟ้อสูงและยืดเยื้อเพิ่มขึ้นอย่างมาก แม้มูลค่าการค้าระหว่างประเทศ ทั้งส่งออกและนำเข้าของรัสเซียยูเครนต่อประเทศเศรษฐกิจหลักจะมีไม่มากนัก

แต่ความยืดเยื้อของสงครามและจากมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ความมั่นใจของผู้บริโภคและนักลงทุนลดลง ราคาพลังงานและเงินเฟ้อที่สูง และภาวะทางการเงินที่ตึงตัวขึ้น โดยเฉพาะในยุโรป จึงนับเป็นความเสี่ยงที่สำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

ความกังวลต่อการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์หลักของรัสเซีย เช่น ปิโตรเลียม ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ ข้าวสาลี อะลูมิเนียม ทองแดง และปุ๋ยเคมี ทำให้ราคาสินค้าดังกล่าวเร่งตัวขึ้นต่อเนื่อง และเป็นความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อด้านพลังงานและอาหาร (energy and food inflation) ในหลายประเทศ ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อมากกว่าที่ธนาคารกลางและตลาดคาดไว้ก่อนหน้านี้

“ในระยะถัดไปเราประเมินว่าราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นและมีแนวโน้มยืดเยื้อ จะทำให้เงินเฟ้อสูงจากปัจจัยด้านต้นทุน (cost push inflation) เป็นปัจจัยกังวลหลักของตลาดต่อไป ซึ่งประเทศในเอเชียอาจได้รับผลกระทบตามไปด้วย เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานสุทธิ ยกเว้นมาเลเซียและอินโดนีเซีย

โดยประเทศไทยนำเข้าพลังงานต่อ GDP สูงที่สุด เงินเฟ้อด้านค่าจ้าง (wage inflation) ยังคงโตต่ำยกเว้นในสหรัฐ ส่วนเงินเฟ้อจากอาหาร (food inflation) มีแนวโน้มเร่งตัวต่อเนื่องโดยเฉพาะในประเทศที่ใช้ข้าวสาลีเป็นหลัก แต่ในเอเชียได้รับผลกระทบน้อยเฉพาะข้าวไทยและเวียดนาม ไม่ได้ปรับตัวสูงมากนัก”

ดร.กำพล กล่าวว่า SCB CIO คาดการณ์ว่า ดอกเบี้ยยังเป็นขาขึ้น โดยธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะไม่ส่งสัญญาณเร่งขึ้นดอกเบี้ยเร็วและแรงจนเกินไป เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วและมีแนวโน้มยืดเยื้อกว่าที่คาดการณ์ไว้ ธนาคารกลางประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะ Fed จะยังคงส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ย แต่ด้วยความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกถดถอย จึงเชื่อว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยเพียง 25 bps ในการประชุม 15-16 มี.ค. และรวมทั้งหมด 150 bps ในปี 2022

ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของประเทศพัฒนาแล้วอาจไม่ได้ขยับขึ้นเร็วนัก เนื่องจากตลาดอยู่ในช่วงนักลงทุนหันไปถือสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น (risk-off mode) จากความกังวลประเด็น stagflation จะทำให้อัตราผลตอบแทน (yield curve) มีลักษณะไม่ผันผวน (flattening) มากขึ้น

ซึ่งจะเป็นแรงกดดันกับหุ้นในกลุ่มธนาคารในระยะถัดไป ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรในประเทศ Emerging markets ที่อ่อนไหว (sensitive) ต่อเงินเฟ้อ เช่น บราซิล ตุรกี ยังอยู่ในระดับสูงและมีความเสี่ยงอยู่มากโดยเฉพาะรัสเซีย ในขณะที่ Asian bond yields ยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก เนื่องจากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อต่ำกว่า

“SCB CIO คงมุมมองเพิ่มน้ำหนักการถือเงินสด ไม่ซื้อไม่ขายสินทรัพย์เสี่ยง จับจังหวะสะสมหุ้นไทยและเวียดนาม และยังคงมุมมองหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นกู้ต่างประเทศ โดยเฉพาะหุ้นกู้ High yield bond ของจีน รวมทั้งพันธบัตรและหุ้นกู้ที่เกี่ยวข้องกับรัสเซีย หรือธนาคารในยุโรป ผลกระทบจากประเด็นสงครามต่อเศรษฐกิจเวียดนามและไทย ส่วนใหญ่จะมาจากราคาพลังงานและเงินเฟ้อ แต่เราคาดว่าธนาคารกลางใน 2 ประเทศจะยังคงเน้นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และผลกระทบต่อผลประกอบการน่าจะอยู่ในระดับที่จัดการได้ รวมถึง valuation ของตลาดเริ่มกลับสู่ระดับที่น่าสนใจ”

อ้างอิง
https://www.prachachat.net/finance

รู้ยัง! อุดหนุนเงินภาษีให้พรรคการเมืองที่ชื่นชอบ ไม่ต้องควักจ่ายเพิ่ม

ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2564 สิทธิของผู้เสียภาษีสามารถเลือกได้ว่า อยากให้เงินภาษีที่เสียไปนั้น เป็นเงินอุดหนุนภาษีให้พรรคการเมืองที่ชอบได้ ในวงเงินไม่เกินภาระภาษีของตัวเอง หรือสูงสุดไม่เกิน 500 บาท เช็คเงื่อนไข

ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2564 รู้หรือไม่ว่า สิทธิของผู้เสียภาษีสามารถแสดงเจตจำนงเลือก อุดหนุนเงินภาษีให้กับพรรคการเมืองที่ชื่นชอบได้ “ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม และไม่กระทบการขอคืน” ง่ายๆ เพียงแสดงความประสงค์อุดหนุนเงินภาษีให้กับพรรคการเมืองสูงสุด ไม่เกินปีละ 500 บาท

 

ภายในวงเงินภาษีที่ต้องชำระ จากขั้นตอนการคำนวณภาษีในแบบ ภ.ง.ด.90/ภ.ง.ด.91 ใส่รหัสพรรคการเมือง (รหัสเลข 3 หลัก ) ที่ต้องการอุดหนุนเพียงพรรคเดียวเท่านั้น

 

โดยยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 / ภ.ง.ด 91 ผ่านระบบออนไลน์ ได้ถึงวันที่ 8 เมษายน 2565

หลักเกณฑ์การอุดหนุนเงินภาษีให้พรรคการเมือง การแสดงเจตนาอุดหนุนเงินภาษีที่ชำระให้แก่พรรคการเมือง ผู้เสียภาษีจะอุดหนุนเงินภาษีได้นั้น

 

ต้องเป็นบุคคลธรรมดา มีสัญชาติไทยและ
เมื่อคำนวณภาษีตามประมวลรัษฎากรตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีแล้วมีภาษีที่ต้องชำระ
ผู้เสียภาษีสามารถแสดงเจตนาอุดหนุนเงินภาษีให้แก่พรรคการเมืองได้ไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระนั้น แต่ต้องไม่เกิน 500 บาท

วิธีการ

 

1.ต้องแสดงเจตนาไว้ในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี โดยต้องระบุให้ชัดเจนว่า

 

ประสงค์จะอุดหนุนเงินภาษีให้แก่พรรคการเมืองหรือไม่อุดหนุน ต้องระบุรหัสรายชื่อพรรคการเมืองที่ต้องการอุดหนุน และต้องระบุจำนวนเงินภาษีที่ประสงค์จะอุดหนุน
หากไม่ระบุความประสงค์หรือไม่ระบุรหัสรายชื่อพรรคการเมืองหรือไม่ระบุจำนวนเงินภาษีที่ประสงค์จะอุดหนุน ให้ถือว่าไม่ได้แสดงเจตนาอุดหนุน
กรณีที่ระบุจำนวนเงินภาษีที่ประสงค์จะอุดหนุนเกินกว่าจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระหรือเกินกว่า 500 บาท ให้ถือว่าประสงค์จะอุดหนุนเงินภาษีเพียงจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระนั้น หรือจำนวน 500บาท แล้วแต่กรณี

2.อุดหนุนเงินภาษีได้เพียงหนึ่งพรรคการเมือง และเมื่อได้แสดงเจตนาแล้วจะเปลี่ยนแปลงมิได้ หากแสดงเจตนาเกินกว่าหนึ่งพรรคการเมือง ให้ถือว่าไม่ประสงค์จะอุดหนุนเงินภาษีให้พรรคการเมืองใด

 

3.เงินภาษีที่ได้แสดงเจตนาอุดหนุนให้แก่พรรคการเมืองตาม ประกาศนี้ห้ามมิให้นำไปหักเป็นค่าลดหย่อนเงินบริจาค ตามมาตรา47 แห่งประมวลรัษฎากร

 

4.กรณีสามีภริยาต่างฝ่ายต่างเป็นผู้เสียภาษี และยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีรวมกันและรวมคำนวณภาษีให้ต่างฝ่ายต่างมีสิทธิระบุความประสงค์ของตนเองในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี

ตรวจรายชื่อและรหัสพรรคการเมือง สำหรับการอุดหนุนเงินภาษีพรรคการเมืองปีภาษี 2564 จำนวน 84 พรรคการเมือง ดังนี้

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ทุกแห่งหรือ ศูนย์สารสนเทศสรรพากร โทร.1161

 

อ้างอิงข้อมูล : กรมสรรพากร

อ้างอิง
https://www.thansettakij.com/money_market

ได้ไปต่อ! นักลงทุนตลาดเกิดใหม่มั่นใจอนาคตคริปโต

ผลสำรวจพบนักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย-แปซิฟิกและละตินอเมริกากระตือรือร้นซื้อคริปโตเพิ่ม เพราะเชื่อมั่นแนวโน้มการเติบโตระยะยาว

นักวิจัยของโทลูนา ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยเกี่ยวกับผู้บริโภคที่มีชื่อเสียง ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นนักลงทุน 9,000 คนจาก 17 ประเทศเพื่อจัดทำรายงานประจำเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งพบว่า นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย-แปซิฟิกและละตินอเมริกาเชื่อว่า การลงทุนในคริปโตมีแนวโน้มขาขึ้นในระยะยาว ซึ่งตรงข้ามกับนักลงทุนในตลาดพัฒนาแล้วที่มีแนวโน้มเชื่อว่า คริปโตกำลังอยู่ในวัฏจักรความคาดหวังที่เกินธรรมดารอบใหม่

รายงานระบุว่า นักลงทุน 75% ในตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย-แปซิฟิกและละตินอเมริกาเล็งลงทุนในคริปโตเพิ่ม
ตลาดเกิดใหม่ดูเหมือนเป็นตลาดที่มีอนาคตสดใสที่สุดสำหรับอุตสาหกรรมคริปโต โดยนักลงทุน 32% วางใจในคริปโต เทียบกับ 14% ในตลาดพัฒนาแล้วอย่างเช่นอเมริกาและสหภาพยุโรป (อียู)

ข้อมูลนี้บ่งชี้ปัจจัยสำคัญสองข้อที่ทำให้กลยุทธ์การลงทุนในตลาดเกิดใหม่และตลาดพัฒนาแล้วแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง นั่นคือการรับรู้และความเข้าใจในตลาดคริปโต กล่าวคือแม้ผู้ตอบแบบสำรวจ 61% บอกว่า รู้จักคริปโต แต่มีเพียง 23% ที่คุ้นเคยกับสินทรัพย์ประเภทนี้ ซึ่งโทลูนาชี้ว่า อาจเป็นเพราะคริปโตเป็นแนวคิดที่ซับซ้อนข้าใจยาก

ปัจจุบัน ผู้บริโภคเข้าถึงคริปโตและ nonfungible token (NFT) ได้ง่ายขึ้น ดังจะเห็นได้จากโฆษณาผลิตภัณฑ์เหล่านี้ที่สามารถพบได้ในสถานที่มากมายรวมถึงสนามกีฬาทั่วโลก ซึ่งอาจช่วยเพิ่มการรับรู้แต่ไม่จำเป็นต้องทำให้ผู้คนที่พบเห็นเข้าใจคริปโตมากขึ้น

ความแตกต่างเกี่ยวกับความไว้วางใจสะท้อนออกมาจากส่วนต่างระหว่างผู้ตอบแบบสอบถามที่ลงทุนในคริปโตในตลาดเกิดใหม่ (41%) กับผู้ตอบแบบสอบถามที่ลงทุนในคริปโตในตลาดพัฒนาแล้ว (22%) ความแตกต่างนี้ยิ่งชัดเจนในมุมมองเกี่ยวกับความเสี่ยง โดยมีนักลงทุนในตลาดเกิดใหม่เพียง 25% ที่เชื่อว่า คริปโตเสี่ยงเกินไปที่จะเข้าลงทุน ขณะที่นักลงทุนในตลาดพัฒนาที่คิดแบบนี้มีถึง 42%

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่คาดการณ์เกี่ยวกับคริปโตโดยรวมยังถือว่าสูง กล่าวคือ 45% ของนักลงทุนเห็นด้วยว่า คริปโตไม่ได้รับการรับรองว่าจะประสบความสำเร็จ ขณะที่นักลงทุน 61% วางใจในเงินฝากแบบดั้งเดิมมากกว่า แต่มีแค่ 23% ที่บอกว่า ไว้ใจที่จะสะสมคริปโตในตลาดปัจจุบัน

ผลสำรวจยังระบุถึงส่วนที่ควรปรับปรุงเพื่อยกระดับความไว้วางใจในคริปโต อาทิ ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมที่แข่งขันได้ อัตราแลกเปลี่ยนที่ถูกต้อง ความเร็วในการทำธุรกรรม ระบบที่ปลอดภัย

การสำรวจความคิดเห็นนี้สรุปว่า นักลงทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนในคริปโตสูงที่สุดคือกลุ่มมิลเลนเนียมหรือกลุ่มคนอายุ 25-34 ปี โดยโทลูนาพบว่า 40.5% ของนักลงทุนกลุ่มนี้ทั้งในตลาดเกิดใหม่และตลาดพัฒนาแล้วลงทุนในคริปโต สอดคล้องกับผลสำรวจของมอร์นิ่ง คอนซัลต์ที่พบว่า ครอบครัวชาวมิลเลนเนียล 48% ครอบครองคริปโตภายในสิ้นเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา
กลุ่มต่อมาคือนักลงทุนเจน Z หรือกลุ่มคนอายุ 18-24 ปีทั้งในตลาดพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ถึง 40% ลงทุนในคริปโต และกลุ่มที่ลงทุนในสกุลเงินดิจิตอลน้อยที่สุดคือเบบี้บูมเมอร์หรือกลุ่มคนที่มีอายุ 57-64 ปี ที่มีเพียง 21% ที่มีแผนลงทุนในคริปโต

อ้างอิง
https://m.mgronline.com/stockmarket

ศุภาลัยเปิดบ้านต้อนรับพันธมิตรกลุ่ม CECI แลกเปลี่ยนความรู้ด้านการจัดการวัสดุในอุตฯ ก่อสร้าง ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างยั่งยืน

บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) โดย ดร.ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร (ที่ 6 จากซ้าย) และนายกิตติพงษ์ ศิริลักษณ์ตระกูล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสสายงานก่อสร้างอาคารสูง (ที่ 2 จากซ้าย) ผนึกกำลังพันธมิตรกลุ่มความร่วมมือด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมก่อสร้าง (CECI) ร่วมการประชุม CECI ครั้งที่ 1/2022 ณ อาคารศุภาลัย แกรนด์ ทาวเวอร์ โดยได้หารือความคืบหน้าและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการวัสดุในอุตสาหกรรมก่อสร้างตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) รวมทั้งมีการแชร์ความรู้จาก รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต หัวหน้าศูนย์สร้างสรรค์การออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในเรื่อง Real Estates as Material-Sinks for Circular Economy การนำขยะหรือของเสียมา Upcycling และใช้เป็นวัสดุในการผลิตวัสดุก่อสร้าง เพื่อนำไปสู่แนวทางในการแก้ปัญหาด้านทรัพยากรของโลกได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ กลุ่ม CECI ยังได้มีการหารือถึงพิธีการจัดงานลงนาม CECI MOU โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงเจตนารมณ์ของกลุ่มพันธมิตร ที่จะนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ซึ่งพิธีลงนามจะมีขึ้นในวันที่ 29 มีนาคม 2565 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

ทั้งนี้ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ภายใต้แนวคิด “ศุภาลัยใส่ใจ…สร้าง สรรค์สังคมไทย” โดยหนึ่งใน Mission ที่บริษัทฯ ให้ความสำคัญในการจัดการของเสีย หรือ Waste Management ในกระบวนการก่อสร้าง ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักในวงจรธุรกิจ

อ้างอิง
https://m.mgronline.com/stockmarket