LH Bank ทุ่มงบฯพันล้าน ยกเครื่องดิจิทัลแพลตฟอร์ม ดันผู้ใช้โต 400%

ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ หรือ LH Bank ทุ่มเม็ดเงินราว 1 พันล้านบาท เดินหน้าสู่การเป็นดิจิทัลแพลตฟอร์ม ชูแอปพลิเคชั่น “Profita และ LHB You” ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ด้านการเงินและการลงทุน ตั้งเป้า 5 ปี เพิ่มผู้ใช้งานกว่า 400% หรือ 4 เท่า จากฐานลูกค้า 2 แสนราย

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2565 นางสาวชมภูนุช ปฐมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH Bank เปิดเผยว่า ธนาคารได้ตั้งงบประมาณไม่เกิน 1,000 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่ Digital Transformation อย่างเต็มตัว เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และสอดรับกับพฤติกรรมของลูกค้า และสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีให้กับลูกค้าในทุก Segment

ทั้งนี้ ภายในปี 2566 ธนาคารจะพัฒนาแอปพลิเคชั่น “Profita” และ “LHB You” เพื่อให้ลูกค้าได้รับความสะดวก รวดเร็ว และสามารถใช้บริการด้านการเงินและการลงทุนได้ทุกที่ ทุกวัน ทุกเวลา นอกจากนี้ ธนาคารได้พัฒนา Digital Platform เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจเว็บหวยออนไลน์ ถูกกฎหมาย บาทละ 1000 เชื่อถือได้ของลูกค้า เช่น Digital Trade Finance และ Cash Management Online เป็นต้น

ด้านนายเคลวิน ฟู ยอง เทา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มลูกค้ารายย่อย กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยใช้โทรศัพท์มือถือกว่า 100 ล้านเลขหมาย สูงกว่าจำนวนประชากรที่มีประมาณ 70 ล้านคน และยังมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอีก เช่นเดียวกับพฤติกรรมการใช้บริการทางการเงินผ่านช่องทางดิจิทัล ในอดีตที่ผ่านมา 5 ปี คนไทยใช้โมบายแบงกิ้ง เพิ่มขึ้น 70% และการใช้จ่ายผ่านออนไลน์ เพิ่มขึ้นกว่า 90% แต่ที่น่าสนใจคือ การซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (Buy Now Pay Later) เพิ่มขึ้นถึง 120% ขณะที่คนใช้บริการที่สาขาลดลง 27%

ดังนั้น เพื่อสอดรับกับพฤติกรรมการใช้บริการทางการเงินของลูกค้าจึงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้านการเงินและการลงทุนที่ดีผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกไลฟ์สไตล์ โดยธนาคารได้ตั้งเป้าการเติบโตของลูกค้าดิจิทัลภายใน 5 ปี เพิ่มขึ้น 400% หรือ 4 เท่า จากปัจจุบันมีผู้ใช้ 1 แสนราย และฐานลูกค้าของธนาคารทั้งหมดที่มีอยู่ 2 แสนราย

สำหรับแอปพลิเคชั่น “Profita” และ “LHB You” จะเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเชิงกลยุทธ์ด้านดิจิทัลในการขยายฐานลูกค้าของธนาคาร ที่ผ่านมาธนาคารได้ออกผลิตภัณฑ์เงินฝากออมทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งลูกค้าได้ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะเปิดบัญชีได้ง่ายผ่านแอปพลิเคชั่น แถมได้ดอกเบี้ยสูง การพัฒนาแอปพลิเคชั่น “LHB You” จะช่วยให้ลูกค้าทำธุรกรรมทางการเงินได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ครบแบบ One stop shop โดยไม่ต้องไปสาขา

และแอปพลิเคชั่น “Profita” ที่ตอบโจทย์การลงทุนในกองทุนรวม เพื่อสนับสนุนลูกค้าให้ก้าวสู่มือโปรด้านการลงทุน นอกจากนี้ ธนาคารได้ขยายช่องทางบริการกดเงินไม่ใช้บัตร ซึ่งปัจจุบันลูกค้าของธนาคารสามารถกดเงินโดยไม่ใช้บัตรได้ที่ตู้ ATM ของธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ได้ทุกตู้ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการสร้างประสบการณ์แบบ Beyond Expectations อย่างต่อเนื่อง

 

นายพีรพัฒน์ เกษบุญชู ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ Retail Digital and Transformation กล่าวเพิ่มเติมว่า ความโดดเด่นของแอปพลิเคชั่น “LHB You” คือ ลูกค้าจะได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ของ Mobile Banking โดยสนุกไปกับ Avatar 24 Character ที่แสดงความเป็นอัตลักษณ์ของลูกค้า ผ่านแบบทดสอบในการรู้จักตนเอง เพื่อวางแผนทางการเงินไปสู่เป้าหมาย และสามารถอัพเดตมูลค่าสินทรัพย์ทุกประเภทของลูกค้า เช่น Cash, Fund, Subdebt, Bond, Insurance, Crypto แบบอัตโนมัติ รวมทั้งสัมผัสประสบการณ์ใหม่ในการซื้อสินค้าหรือบริการทุกประเภท เพียงสมัครใช้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลและรับวงเงินพร้อมใช้ที่ไหนและเมื่อไหร่ก็ได้ และสามารถเลือกวิธีชำระเงินในรูปแบบ Pay Now หรือ Buy Now Pay Later ได้ตามความต้องการ

สำหรับแอปพลิเคชั่น “Profita” ที่มาพร้อมฟังก์ชั่นใช้งานง่ายและฟีเจอร์ครบแบบจัดเต็ม อาทิ การเปรียบเทียบกองทุนพร้อมกันถึง 15 กองทุน การให้ข้อมูลข่าวสาร บทวิเคราะห์ด้านการลงทุนฟรีทุกวัน พร้อมแจ้งเตือนทันใจกำไร-ขาดทุน และช่วยให้ลูกค้าได้รับความสะดวกและมั่นใจในการลงทุนด้วยกองทุนที่โดดเด่นที่ผ่านการคัดสรรโดยทีม LH Bank Advisory ที่มีความเชี่ยวชาญในการคัดเลือกกองทุนที่มีผลประกอบการเด่นของ บลจ.ต่าง ๆ ด้วยข้อมูลระดับโลก

และ Highlight ของแอปพลิเคชั่น “rofita” คือ ROBO Advisor ที่จะมาเป็นผู้ช่วยลงทุนอัจฉริยะส่วนตัว โดยมีฟีเจอร์ต่าง ๆ เช่น สามารถเลือกแผนการลงทุนได้ 3 รูปแบบ คือ แผนตามเป้าหมายชีวิต แผนเพื่อเติบโตความมั่งคั่ง และแผนตาม Theme การลงทุนโดยผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ยังสามารถเลือกผลตอบแทนตามความเสี่ยง เลือกกองทุนที่ต้องการลงทุน เลือกปรับพอร์ตอัตโนมัติ หรือปรับด้วยตนเอง เลือกลงทุนเพิ่มเองหรือ DCA หรือเลือกขายตามมูลค่าที่ต้องการ

พร้อมกันนี้ ธนาคารได้จัดกิจกรรม “Profita by LH Bank Mutual Fund Tournament” ปั้นพอร์ตสร้างผลตอบแทน พิชิตรางวัลใหญ่ การแข่งขันเพื่อค้นหาสุดยอดนักลงทุนที่มียอดเปอร์เซ็นต์ผลตอบแทนสูงสุด จากการลงทุนในกองทุนรวมผ่านแอปพลิเคชั่น Profita โดยมีของรางวัลมูลค่ารวม 1.5 ล้านบาท ดังนี้

– รถยนต์ไฟฟ้า BYD มูลค่า 1.2 ล้านบาท สำหรับผู้ที่มีอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนสูงสุดตลอดการแข่งขัน
– Samsung Galaxy Flip 4, Samsung Galaxy Fold 4 และ iPhone 14 สำหรับผู้แข่งขันที่มีผลตอบแทนสูงสุดประจำเดือนที่ 1,2 และ 3
– Gift Voucher มูลค่า 5,000 บาท สำหรับผู้แข่งขันที่มีผลตอบแทนสูงสุดอันดับ 2-10 ประจำเดือนที่ 1, 2 และ 3

ลูกค้าและบุคคลทั่วไปสามารถเข้าร่วมการแข่งขัน เพียงลงทะเบียนสมัครเข้าร่วมการแข่งขันที่เว็บไซต์ของธนาคาร และลงทุนผ่านแอปพลิเคชั่น Profita ได้ตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2565-28 กุมภาพันธ์ 2566

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผยเงินบาทวันนี้ปิดตลาดแข็งค่าที่ระดับ 37.50 ฟันด์โฟลว์หนุน

น.ส.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เผยเงินบาทวันนี้ปิดตลาดที่ระดับ 37.50 บาทต่อดอลลาร์ หลังแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบกว่า 3 สัปดาห์ที่ 37.48 บาทต่อดอลลาร์ ในระหว่างวัน (แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 38.02 บาทต่อดอลลาร์) โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ตามสถานะซื้อสุทธิพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะพันธบัตรระยะสั้น ขณะที่เงินดอลลาร์ขาดแรงหนุนเพิ่มเติม เนื่องจากตลาดยังคงรอติดตามตัวเลขตลาดแรงงานเดือน ต.ค. ของสหรัฐฯ

สำหรับทิศทางฟันด์โฟลว์วันนี้ นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิพันธบัตรและหุ้นไทย 9,757 ล้านบาท และ 831.95 ล้านบาท ตามลำดับ

สำหรับแนวโน้มเงินบาทในสัปดาห์หน้า คาดไว้ที่ 37.00-38.00 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขเงินเฟ้อของไทยเดือน ต.ค. ผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ทิศทางเงินทุนต่างชาติ และสถานการณ์ค่าเงินในภูมิภาค ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือน ต.ค. ดัชนีความเชื่อมั่นเว็บหวยออนไลน์ ถูกกฎหมายและตัวเลขเงินเฟ้อคาดการณ์ในมุมมองของผู้บริโภคเดือน พ.ย. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ นอกจากนี้ตลาดยังรอติดตามข้อมูลเศรษฐกิจเดือน ต.ค. ของจีน เช่น ตัวเลขทุนสำรอง ดัชนีราคาผู้บริโภคและดัชนีราคาผู้ผลิต รวมถึงตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/65 ของอังกฤษและอินโดนีเซียด้วยเช่นกัน

เคทีซีเผยใช้จ่ายผ่านบัตรฟื้นโตเกินเป้า ชู MAAI by KTC ร่วม BOT Digital Finance Conference 2022

นางพิทยา วรปัญญาสกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร – ธุรกิจบัตรเครดิต บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTC) เปิดเผยว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปีที่ผ่านมา ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเคทีซีมีอัตราการเติบโตที่สูงประมาณ 22-23% หรือคิดเป็น 170,000 ล้านบาท ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายหลังเปิดประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มท่องเที่ยวที่กลับขึ้นมามียอดใช้จ่ายสูงเป็นอันดับ 5 ประกอบกับเคทีซีมีการปรับกลยุทธ์การตลาดให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น การหันมาเน้นเจาะกลุ่มที่มีรายได้สูงเพิ่มขึ้น ทำให้ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรมีอัตราการเติบโตสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและสูงกว่าเป้าหมายในปีนี้ที่ตั้งไว้ 15% ขณะที่ฐานบัตรใหม่มีจำนวนเพิ่มขึ้น 100,00-120,000 บัตร จากเป้าหมายที่ตั้บงไว้ 250,000 บัตร

“แม้ว่าจำนวนบัตรใหม่จะยังต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่เรายังคงมีการขยายฐานลูกค้าอย่างระมัดระวัง ค่อยเป็นค่อยไป เพราะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังมีความเปราะบางและไม่ทั่วถึง จึงยังคงมุ่งเน้นที่คุณภาพของผู้ถือมากกว่า ซึ่งจะเห็นได้จากอัตราการอนุมัติลดลงบ้าง โดยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 30% ขณะเดียวกัน หันมาเน้นกลุ่มรายได้สูงที่ยังมีศักยภาพในการใช้จ่ายเว็บหวยออนไลน์ เชื่อถือได้มากขึ้นทำให้ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อบัตรต่อเดือนของเราสูงขึ้นมาอยู่ที่ 12,000 บาท จากเดิมที่ใกล้ๆ 10,000 บาท มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรอย่างสม่ำเสมอถึง 70% ของฐานลูกค้า 2 ล้านราย และคาดว่า ณ สิ้นปียอดใช้จ่ายผ่านบัตรจะเติบโตได้ใกล้เคียงปัจจุบันที่ 22-23% แม้ว่าช่วงไตรมาสสุดท้ายจะเป็นช่วงไฮซีซัน แต่จะเทียบกับฐานที่สูงในไตรมาสสุดท้ายเช่นกัน ”

สำหรับการดูแลคุณภาพหนี้นั้นยังคงมีการติดตามอย่างใกล้ชิดเช่นเดิม ขณะที่การอนุมัติมีความระมัดระวังตั้งแต่ต้นทาง จึงทำให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของเคทีซีอยู่ในอัตราที่ต่ำมาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน หากดูหมวดการใช้จ่ายใน 5 อันดับสูงสุด เช่น ประกัน น้ำมัน สุขภาพ ซูเปอร์มาร์เก็ต ท่องเที่ยว จะพบว่าโดยหลักๆ แล้วเป็นการใช้จ่ายในหมวดการใช้ในชีวิตประจำวันที่มีความจำเป็น ขณะที่การใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ก็เติบโตได้ดีมาก โดยมีสัดส่วนการใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ประมาณ 30% ของยอดใช้จ่ายรวม ซึ่งเคทีซีจะเดินหน้าพัฒนาระบบให้สะดวกยิ่งขึ้น รวมถึงการสมัครบัตรใหม่ทางออนไลน์ด้วย

นางพิทยา กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมากำลังซื้อโดยรวมจะหายไปบ้าง แต่เมื่อสถานการณ์ต่างๆ เริ่มคลี่คลาย เราก็กลับมาได้ในระดับที่น่าพอใจ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการปรับกลยุทธ์ไปสู่กลุ่มที่มีรายได้สูงซึ่งยังมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ดังนั้น ในปีหน้าเรายังเน้นไปที่กลุ่มดังกล่าวต่อเนื่อง จากโครงสร้างลูกค้าปัจจุบันของเคทีซีเป็นกลุ่มรายได้ต่ำกว่า 40,000 บาทต่อเดือน 80% ที่เหลือเป็นกลุ่มรายได้สูงกว่า 40,000 บาทต่อเดือน โดยจะเป็นขยายผ่านทุกช่องทางไม่ว่าจะเป็นผ่านสาขาธนาคารกรุงไทย เอาต์ซอร์สช่องทางออนไลน์ หรืออีเวนต์ต่างๆ

**MAAI by KTC ร่วม BOT Digital Finance Conference 2022**
ล่าสุด เคทีซีได้ร่วมเปิดบูทในงาน “BOT Digital Finance Conference 2022” โดยนำเสนอลอยัลตี้ แพลตฟอร์ม “MAAI by KTC” (มาย บายเคทีซี) ที่ช่วยต่อยอดให้พันธมิตรธุรกิจสามารถสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มลูกค้าสมาชิก (CRM) ได้อย่างครบวงจร พร้อมเปิดให้ผู้เยี่ยมชมบูทสัมผัสประสบการณ์ในการใช้แอป MAAI by KTC แลกซื้อสินค้าต่างๆ จากพันธมิตรที่คัดสรรมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ โดย นางประณยา นิถานานนท์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร – การตลาดบัตรเครดิต บริษัท บัตรกรุงไทย กล่าวว่า บูท MAAI by KTC จะนำเสนอแนวคิด “Digital CRM Platform” ซึ่งเป็นลอยัลตี้ แพลตฟอร์มที่ให้บริการกับพันธมิตรธุรกิจแบบครบวงจรในการสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มลูกค้าสมาชิก เพื่อนำเสนอต่อกลุ่มธุรกิจที่กำลังมองหาเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ เราเชื่อว่าด้วยจุดแข็งของการมีร้านค้าสมาชิกรับแลกคะแนนหลากหลายครอบคลุมทั่วประเทศ มี Ecosystem ที่สมบูรณ์ แพลตฟอร์ม MAAI by KTC จะสามารถตอบความต้องการของธุรกิจได้ทุกมิติ โดยให้พันธมิตรธุรกิจสามารถต่อยอดซึ่งกันและกันได้ไม่มีที่สิ้นสุด
ทั้งนี้ “MAAI by KTC” ‘มาย’ มาจากคำว่ามากมาย เพื่อสื่อถึงสิทธิประโยชน์มากมายที่สมาชิกจะได้รับ เป็นการต่อยอดความแข็งแกร่งและเชี่ยวชาญของเคทีซีในการทำระบบคะแนนสะสม MAAI สู่บริการลอยัลตี้ แพลตฟอร์มแบบพร้อมใช้และครบวงจร เพื่อนำเสนอให้ธุรกิจ B2B (Business to Business) ซึ่งมาพร้อมกับระบบบริหารจัดการข้อมูลสมาชิก การจัดการระบบคะแนนสะสม ทั้งการบริหารจัดการคะแนนของพันธมิตร (Native Point) และการบริหารจัดการคะแนน MAAI อีกทั้งยังเชื่อมต่อการแลกคะแนนสะสมระหว่างคะแนน MAAI และคะแนนของพันธมิตร เพื่อเพิ่มมูลค่าและอิสระในการแลกคะแนน และการจัดการคูปองอิเล็กทรอนิกส์ (E-Coupon) เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่กำลังมองหาเครื่องมือคุณภาพในการทำ CRM (Customer Relationship Management) ปัจจุบันมีพันธมิตรผู้ประกอบการที่ใช้แพลตฟอร์ม MAAI by KTC ในหลากหลายธุรกิจ ประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจร้านอาหาร กลุ่มธุรกิจน้ำมัน กลุ่มห้างสรรพสินค้าและกลุ่มธุรกิจรีเทล โดยมีแผนจะขยายเครือข่ายต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังเดินหน้าขยายช่องทางร้านค้าในการใช้คะแนน MAAI แลกรับสิทธิประโยชน์ เพื่อให้ครอบคลุมไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของสมาชิกอีกด้วย”

กรมรางฯ เปิดตัวเลขปชช.เริ่มต้นเดินทางช่วงสงกรานต์ 2 วัน 7 หมื่นคน

ดร.พิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางราง เปิดเผยว่า ในช่วงเสาร์ – อาทิตย์ที่ผ่านมา (วันที่ 9 – 10 เม.ย. 65) มีประชาชนเริ่มทยอยเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลสงกรานต์ และบางส่วนยังคงมาทำงานหรือทำกิจกรรมในกรุงเทพฯ ตามปกติ โดยจากตัวเลขการเดินทางระบบขนส่งทางรางที่ ขร. ได้รวบรวมช่วงวันดังกล่าวพบว่า มีผู้มาใช้บริการระบบรถไฟระหว่างเมืองของการรถไฟแห่งประเทศไทย 2 วันรวมกันประมาณ 7 หมื่นกว่าคน และมีผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ ทุกระบบรวมกว่า 9 แสนคน ซึ่งจากตัวเลขการใช้ระบบรถไฟระหว่างเมืองอาจยังจะไม่มากนัก แต่ทาง ขร. คาดว่าประชาชนจะทยอยมาใช้บริการเพิ่มขึ้นอีกในช่วงใกล้วันหยุดที่จะถึงนี้ ซึ่งทาง รฟท. จะมีการดำเนินการพ่วงตู้โดยสารเพิ่มไปกับขบวนรถปกติ 184 ขบวน ให้เต็มหน่วยลากจูง พร้อมทั้งเพิ่มขบวนรถพิเศษช่วยการโดยสาร รวม 13 ขบวน (เที่ยวไป 7 ขบวน และเที่ยวกลับ 6 ขบวน) ใน 4 เส้นทาง ได้แก่ อุบลราชธานี อุดรธานี เชียงใหม่ ศิลาอาสน์ พร้อมทั้งเปิดเดินรถขบวนสายใต้ที่ 167/168 กรุงเทพ-กันตัง-กรุงเทพ อีก 2 เที่ยวต่อวัน เพื่อให้สามารถรองรับการเดินทางของประชาชนได้อย่างเพียงพอ

สำหรับมาตรการด้านความปลอดภัย กระทรวงคมนาคมได้มีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีทางรถไฟผ่านให้จัดเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรืออาสาสมัครในพื้นที่มาประจำจุดตัดทางถนนและทางรถไฟที่เป็นทางลักผ่าน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุขบวนรถไฟชนยานพาหนะ รวมทั้งประสานผู้ให้บริการระบบรางจัดเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเส้นทาง เพิ่มเจ้าหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสาร ผู้ปฏิบัติงานด้านการเดินรถระดับแอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์ การเฝ้าระวังผ่านระบบโทรทัศน์วงจรปิด รวมทั้งประสานจัดสุนัขตำรวจ/สุนัขทหารมาช่วยดูแลความเรียบร้อย พร้อมทั้งดำเนินการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (covid-19) และขอความร่วมมือประชาชนผู้ใช้บริการระบบรางสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา ตรวจวัดอุณหภูมิและหมั่นใช้เจลแอลกอฮอล์ สแกนแอปไทยชนะก่อนเข้าใช้บริการระบบราง ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางราง ได้จัดเจ้าหน้าที่ประสานงานกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินหรือขัดข้องตลอดเวลา พร้อมทั้งจัดเจ้าหน้าที่สุ่มตรวจการดำเนินการตามมาตรการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยรองรับการเดินทางระบบขนส่งทางรางของประชาชนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2565 นอกจากนี้ จัดทำรายงานสรุปการให้บริการประชาชนและความปลอดภัยในการขนส่งรางประจำวัน และร่วมรณรงค์การกระจายการเดินทาง “คนบ้านใกล้ออกทีหลังกลับไว” เพื่อลดความหนาแน่นและลดเสี่ยงต่อการติดเชื้อ Covid-19

อ้างอิง
https://siamrath.co.th/economy

หุ้นปิดเช้าลบ 6.40 จุดตามตลาดเอเชีย หลังโควิดเซี่ยงไฮ้พุ่ง หวั่นลามกระทบเศรษฐกิจ

หุ้นเช้าปิดลบ 6.40 จุด ปรับตัวลงตามทิศทางตลาดหุ้นเอเชีย หลังผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในเซี่ยงไฮ้ทำนิวไฮ หวั่นนำไปสู่การล็อกดาวน์ทั้งประเทศทำเศรษฐกิจจีนและทั่วโลกชะลอตัว ส่วนบ้านเรารับแรงขายทำกำไรก่อนหยุดยาว และกังวลผู้ติดเชื้อจะเร่งตัวขึ้นหลังเทศกาลสงกรานต์ คาดช่วงบ่าย Sideway down

นายกิติชาญ ศิริสุขอาชา ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์-รายย่อย บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ปรับตัวลงตามทิศทางตลาดหุ้นเอเชีย เนื่องจากจีนเปิดเผยตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในเซี่ยงไฮ้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้ต้องล็อกดาวน์ต่อเนื่อง และหากควบคุมไม่ได้อาจแพร่กระจายนำไปสู่การล็อกดาวน์ทั้งประเทศตามมาจะกระทบต่อเศรษฐกิจจีนและเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเช้านี้ตลาดหุ้นจีนลงไป 1.8% ตลาดหุ้นฮ่องกงร่วง 2.5% ฉุดตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวลง ขณะที่บ้านเราใกล้วันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ ทำให้มีแรงขายทำกำไรเพื่อลดความเสี่ยง อีกทั้งน้ำมันในตลาดซื้อขายล่วงหน้าลดลงกว่า 2% และดาวโจนส์ฟิวเจอร์สลงไป 160 จุด วันนี้ไม่มีปัจจัยบวกหนุน นอกจากนั้น นักลงทุนยังกังวลหลังเทศกาลสงกรานต์คาดว่าจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดจะพุ่งขึ้นกดดันภาวะเศรษฐกิจ เชื่อว่าจะยังกดดดันตลาดหุ้นในสัปดาห์นี้ที่มีวันทำการ 2 วันแต่คงลงไปไม่มาก

ด้านภาวะตลาดหุ้นไทยปิดการซื้อขายครึ่งวันเช้าที่ระดับ 1,679.60 จุด ลดลง 6.40 จุด หรือเปลี่ยนแปลง -0.38% มูลค่าการซื้อขายราว 35,704 ล้านบาท

สำหรับแนวโน้มการลงทุนในช่วงบ่าย คาดว่าตลาดมีโอกาสแกว่ง Sideway down โดยให้แนวรับ 1,674 และ 1,670 จุด แนวต้านที่ 1,685 และ 1,690 จุด

อ้างอิง
https://m.mgronline.com/stockmarket

IHL ยิ้ม ออเดอร์เบาะหนังรถยนต์ทะลัก

“อินเตอร์ไฮด์” แนวโน้มผลงานในปี 65 โตแจ่ม อานิสงส์อุตสาหกรรมยานยนต์ฟื้นตัว ยอดจองรถยนต์ในงานมอเตอร์โชว์ 2022 คึก ส่งผลมีออเดอร์ผลิตเบาะหนังรถยนต์จากค่ายพันธมิตรรายใหญ่เพิ่ม “องอาจ ดำรงสกุลวงษ์” ประธานกรรมการบริหารพร้อมลุยธุรกิจใหม่ ฟอกหนังรองเท้า-เฟอร์นิเจอร์-ขนมขบเคี้ยวสุนัข มั่นใจหนุนผลงานปีนี้โตเกิน 20%

นายองอาจ ดำรงสกุลวงษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อินเตอร์ไฮด์ จำกัด (มหาชน) (IHL) เปิดเผยว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในปี 2565 ยังมีทิศทางที่ดี เนื่องจากธุรกิจผลิตเบาะหนังรถยนต์ยังมีออเดอร์เข้ามาอย่างต่อเนื่อง จากยอดจองรถยนต์ของค่ายพันธมิตรรายใหญ่ ทั้งบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จํากัด ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2022 มีกระแสตอบรับที่ดี

“ภาพรวมผลการดำเนินงานในปีนี้ยังเติบโตได้ดี ผลจากอุตสาหกรรมยานยนต์กลับมาฟื้นตัว ความต้องการรถยนต์และกำลังซื้อของผู้บริโภคเริ่มกลับมามากขึ้น สะท้อนจากยอดจองรถยนต์ในงานมอเตอร์โชว์ 2022 ที่ผ่านมา มีการตอบรับที่ดี ส่งผลให้ IHL มีออเดอร์ในการผลิตเบาะหนังรถยนต์เข้ามาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งธุรกิจใหม่จะเห็นความชัดเจนในปีนี้มากขึ้น มั่นใจว่าปัจจัยเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนผลงานในปีนี้โตเกิน 20%” นายองอาจ กล่าว

ด้านนายวศิน ดำรงสกุลวงษ์ กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บริษัท อินเตอร์ไฮด์ จำกัด (มหาชน) (IHL) กล่าวว่า ธุรกิจผลิตเบาะหนังรถยนต์ซึ่งเป็นธุรกิจหลัก บริษัทฯ ยังคงเดินเครื่องผลิตเบาะหนังรถยนต์ตามปกติ ส่วนกลุ่มธุรกิจใหม่ ทั้งธุรกิจฟอกหนังรองเท้า ปัจจุบันมีลูกค้า 3 ราย และอยู่ระหว่างการเจรจาอีกหลายราย คาดว่าจะเห็นความชัดเจนเร็วๆ นี้ ธุรกิจผลิตหนังเฟอร์นิเจอร์ยังมีออเดอร์เข้ามาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับธุรกิจขนมขบเคี้ยวสุนัข นอกจากจะวางจำหน่ายภายใต้แบรนด์ “MOMO & FRIENDS” ผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว บริษัทฯ มีแผนที่จะขยายไปยังห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาทางธุรกิจ รวมทั้งการขยายตลาดไปยังต่างประเทศในรูปแบบรับจ้างผลิต (OEM) เพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันมีการส่งออกไปยังประเทศเกาหลี พร้อมทั้งมีการส่งออกในรูปแบบวัตถุดิบหนังวัวไปยังประเทศเวียดนาม และกัมพูชา

“ธุรกิจฟอกหนังรองเท้าขณะนี้มีออเดอร์เข้ามาเพิ่มขึ้น ภายหลังที่มีการเปิดประเทศ กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมา ทำให้การเจรจาทางธุรกิจทำได้สะดวกขึ้น และในเร็วๆ นี้จะมีความชัดเจนจากลูกค้าอีกหลายราย นอกจากนี้ ยังมองหาโอกาสในการขยายธุรกิจใหม่ๆ ที่เป็นการต่อยอดจากธุรกิจหลัก เพื่อเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้บริษัทฯ ได้ในระยะยาว” นายวศิน กล่าว

อ้างอิง
https://m.mgronline.com/stockmarket/

SCB เตือนผู้ถือหุ้นไม่ตอบรับคำเสนอซื้อหุ้นภายในกำหนดเจอผลกระทบ 5 ด้าน

ไทยพาณิชย์ หรือ SCB เดินหน้ากระบวนการแลกหุ้น เผยผ่านมาแล้ว 25 วัน ดีเดย์ 18 เม.ย.นี้ เวลา 16.00 น. เป็นวันสุดท้ายทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ พร้อมเตือนผู้ถือหุ้นของธนาคารที่ไม่ตอบรับคำเสนอซื้อภายในกำหนดจะได้รับผลกระทบ 5 ด้าน

วันที่ 7 เมษายน 2565 ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) แจ้งผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SCB) ว่า บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX จะทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของธนาคาร โดยการออกและเสนอขายหลักทรัพย์ที่ออกใหม่ของ SCBX แก่ผู้ถือหุ้นของธนาคาร เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับหลักทรัพย์ของธนาคารในอัตราการแลกหลักทรัพย์เท่ากับ 1 หุ้นสามัญของธนาคารต่อ 1 หุ้นสามัญของ SCBX และ 1 หุ้นบุริมสิทธิของธนาคาร ต่อ 1 หุ้นสามัญของ SCBX

โดย SCBX ได้กำหนดระยะเวลาการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2565 จนถึงวันที่ 18 เมษายน 2565 ระหว่างเวลา 09.00 น. ถึง 16.00 น. ของทุกวันทำการ รวมทั้งสิ้น 30 วันทำการ โดยเป็นระยะเวลารับซื้อสุดท้าย

ซึ่ง SCBX ได้ดำเนินการทำคำเสนอซื้อหุ้นของธนาคาร ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2565 จนถึงวันที่ 5 เมษายน 2565 รวมเป็นระยะเวลา 25 วันทำการแล้ว ดังนั้น ธนาคารขอแจ้งเตือนผู้ถือหุ้นและผู้ที่ประสงค์จะซื้อหุ้นของธนาคารเพื่อแลกหุ้นในขั้นตอนการตอบรับคำเสนอซื้อ ดังนี้

1.วันสุดท้ายของการยื่นแบบตอบรับการทำคำเสนอซื้อพร้อมเอกสารประกอบให้กับตัวแทนในการรับซื้อหลักทรัพย์ คือ วันจันทร์ที่ 18 เมษายน 2565 ก่อนเวลา 16.00 น. โดยตัวแทนในการรับซื้อหลักทรัพย์ ประกอบด้วย บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส จำกัด

2.เนื่องจากการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีขั้นตอนการชำระราคาและส่งมอบหุ้นในวันทำการที่ 2 ถัดจากวันซื้อขาย หรือ T+2 ดังนั้น วันทำการสุดท้ายที่นักลงทุนสามารถซื้อหุ้นของธนาคาร เพื่อนำมาตอบรับคำเสนอซื้อได้ คือ วันจันทร์ที่ 11 เมษายน 2565

โดยภายหลังวันที่ 11 เมษายน 2565 นักลงทุนสามารถเข้าซื้อหลักทรัพย์ของธนาคารได้ตามปกติ แต่จะไม่สามารถนำหลักทรัพย์นั้นมาตอบรับคำเสนอซื้อได้ ซึ่งภายหลังจากการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของธนาคารแล้วเสร็จและเมื่อตลาดหลักทรัพย์ฯ อนุญาตให้หุ้นสามัญของ SCBX เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน หุ้นของ SCBX จะเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์O ในวันเดียวกับวันที่หุ้นของธนาคารจะถูกเพิกถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ

ดังนั้น ผู้ถือหุ้นของธนาคารที่ไม่ตอบรับคำเสนอซื้อจะได้รับผลกระทบ ดังนี้

1) หุ้นของธนาคารขาดสภาพคล่อง

หุ้นของธนาคารจะพ้นสภาพการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน และจะไม่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือตลาดรองอื่น ๆ

2) ขาดโอกาสในการได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนจากการดำเนินงานของธุรกิจที่โอนย้ายไปยัง SCBX และธุรกิจใหม่ในอนาคต

ผู้ถือหุ้นที่ไม่ตอบรับคำเสนซื้อ จะไม่มีโอกาสในการได้รับผลตอบแทนจากการดำเนินงานของธุรกิจที่โอนย้ายไปยัง SCBX และธุรกิจใหม่ที่ SCBX จะมีการลงทุน ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตสูงและมีศักยภาพที่จะสามารถจดทะเบียนและระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในอนาคตได้

3) ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษี

หลังจากหุ้นของธนาคารพ้นสภาพการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน ผู้ถือหุ้นที่เป็นบุคคลธรรมดาจะ ไม่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับกำไรจากการซื้อขายหุ้น (Capital gain tax) นอกจากนี้ผู้ถือหุ้นของธนาคาร ทั้งที่เป็นบุคคลธรมดาและนิติบุคคลจะต้องเสียอากรแสตมป์ในการโอนหุ้นสามัญของธนาคาร ในกรณีที่บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นนายทะเบียนหลักทรัพย์

4) นโยบายการจ่ายเงินปันผลอาจเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต

โดยนโยบายการจ่ายเงินปันผลของธนาคาร ภายหลังการปรับโครงสร้างการถือหุ้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากธนาคารจะอยู่ภายใต้ SCBX ดังนั้นนโยบายการจ่ายเงินปันผลของธนาคาร จะต้องขึ้นอยู่กับแผนธุรกิจในอนาคตและความเหมาะสมโดยรวมเพื่อพิจารณาฐานะทางการเงินของ SCBX

5) ได้รับข้อมูลข่าวสารของธนาคารน้อยลง

เนื่องจากหุ้นของธนาคารจะถูกเพิกถอนจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ผู้ถือหุ้นของธนาคารจะมีข้อจำกัดในการได้รับข่าวสารจากธนาคาร

ในกรณีของผู้ถือหุ้นซึ่งถือหุ้นของธนาคารในรูปแบบใบหุ้น (Scrip) ผู้ถือหุ้นสามารถส่งแบบตอบรับคำเสนอซื้อพร้อมเอกสารประกอบได้ที่ตัวแทนในการรับซื้อหลักทรัพย์ทุกราย ยกเว้นบริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส จำกัด (สำหรับผู้แสดงเจตนาทั้งประเภทบุคคลและนิติบุคคล) และที่สาขาของธนาคารไทยพาณิซย์ทั่วประเทศ (เฉพาะผู้แสดงเจตนาประเภทบุคคล)

สำหรับกรณีของผู้ถือหุ้น ซึ่งถือหุ้นของธนาคารในรูปแบบไร้ใบหุ้น (Scripless) ผู้ถือหุ้นสามารถส่งแบบตอบรับคำเสนอซื้อพร้อมเอกสารประกอบได้ที่บริษัทหลักทรัพย์ที่ผู้ถือหุ้นมีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์อยู่ โดยบริษัทหลักทรัพย์นั้นจะเป็นผู้ให้บริการรวบรวมและนำส่งแบบตอบรับคำเสนอซื้อดังกล่าวให้แก่ตัวแทนในการรับซื้อหลักทรัพย์ต่อไป

อ้างอิง
https://www.prachachat.net/finance

SO จับมือบิทคับประกาศร่วม Bitkub Chain The NEXT Chapter เสริมแกร่งเหรียญ KUB

เมื่อวันที่ 30 มี.ค.65 ที่ผ่านมา ภายในงาน Bitkub Chain The NEXT Chapter นำโดย นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ขึ้นเวทีแสดงวิสัยทัศน์ในประเด็นเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชน และการเกิดขึ้นของ Bitkub Chain

โดยในงานนี้ นายณัฐพล วิมลเฉลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามราชธานี จำกัด (มหาชน) หรือ SO ผู้ให้บริการด้านธุรกิจการจ้างเหมาบริการครบวงจร (Outsourcing Services) ประกาศความร่วมมือเป็น 1 ใน 20 พันธมิตรหลักที่ร่วมกันเป็น Node Validator ของ Bitkub Chain ภายหลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการ Erawan Hard Fork เปลี่ยนระบบฉันทมติเป็นระบบ POSA ที่มีการอัปเกรดจำนวน Node Validator เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของบล็อกเชนขึ้นไปอีกขั้น และเป็นการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นเครือข่ายบล็อกเชนระดับโลกในอนาคต

นายณัฐพล กล่าวเสริมว่า การที่บริษัท สยามราชธานี จำกัด (มหาชน) เปิดตัวร่วมเป็น 1 ในการ Node Validator ของ Bitkub Chain นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเคลื่อนไหวทางธุรกิจครั้งใหญ่ในการนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาธุรกิจ สร้างโอกาสทางการเงินด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่บริษัท สยามราชธานี จำกัด (มหาชน) ประกาศความร่วมมือเป็น Node Validator ที่สำคัญด้วยชื่อเสียงขององค์กรที่มีความน่าเชื่อถือ และสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้เหล่านักลงทุนในอนาคตได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ ยังเป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของเทคโนโลยีบล็อกเชนของประเทศไทยและภาคอุตสาหกรรม เพื่อกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจและการเงินให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ปลอดภัย และโปร่งใส ด้วยค่าธรรมเนียมที่ถูก และการทําธุรกรรมผ่านบล็อกเชนที่รวดเร็ว ให้ก้าวไปสู่การใช้งานระดับโลก รวมทั้ง Ecosystem ที่จะสนับสนุนให้ Bitkub Chain กลายเป็นบล็อกเชนที่น่าภาคภูมิใจของคนไทย ในการเปิดประตูเชื่อมผู้ใช้งานระหว่างโลกความจริงและโลกดิจิทัลเข้าด้วยกัน

อ้างอิง
https://m.mgronline.com/stockmarket

ขยันไม่ตกงาน มีงานเอกชน-รัฐ 1.5 แสนอัตรา เช็กเลยเว็บไซต์ “ไทยมีงานทำ”

กระทรวงแรงงาน เตรียมตำแหน่งงานว่าง จำนวน 159,703 อัตรา รองรับผู้ว่างงาน ผู้จบการศึกษาใหม่ กลุ่มผู้เปราะบาง กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และทุกคนที่ต้องการมีงานทำ โดยพร้อมให้บริการประชาชนผ่านระบบออนไลน์ บนแพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” ซึ่งให้บริการทั้ง Web Application และ Mobile Application ประชาชนสามารถหางาน เข้าถึงตำแหน่งงานที่สนใจเหมาะสมกับตนเอง และสมัครหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะและเพิ่มโอกาสการมีงานทำ ซึ่งปัจจุบันมีตำแหน่งงาน (Active ในระบบ) จากทั่วประเทศ จำนวน 159,703 อัตรา

โดยตำแหน่งงาน 5 อันดับแรกที่มีความต้องการมากที่สุด ได้แก่

1.แรงงานด้านการประกอบ

2.แรงงานบรรจุผลิตภัณฑ์

3.พนักงานขายของหน้าร้านและสาธิตสินค้า

4.ตัวแทนจัดหาบริการทางธุรกิจและนายหน้าการค้าอื่นๆ

5. ตัวแทนฝ่ายขายด้านเทคนิคและการค้า

รัฐบาลโดยการนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงแรงงาน ไม่เคยนิ่งนอนใจกับปัญหาการว่างงาน ซึ่งเป็นปัญหาเริ่มต้นที่กระทบต่อการดำเนินชีวิต การใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของภาคครัวเรือน ตลอดจนเศรษฐกิจในระดับประเทศเป็นลูกโซ่ห่วงใยผู้ว่างงาน ผู้ถูกเลิกจ้าง คนหางาน และผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 รวมทั้งนักศึกษาจบใหม่ที่ยังไม่สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้เพราะขาดประสบการณ์ทำงาน จึงได้กำชับกระทรวงแรงงานสำรวจและเตรียมตำแหน่งงานไว้

นายไพโรจน์ โชติกเสถียร อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า แพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” เป็นเว็บไซต์สำหรับคนหางานที่กำลังมองหางาน และหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อเพิ่มศักยภาพ โดยคนหางานสามารถค้นหาข้อมูลตำแหน่งงานที่เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด โดย Matching ตำแหน่งงานตามพื้นที่ และ ภูมิลำเนา รวมถึงจับคู่ตำแหน่งงานจากความรู้ ความสามารถ และทักษะที่มีอยู่ และยังมีการให้บริการสำหรับนายจ้าง สถานประกอบการ ที่ต้องการช่องทางรับสมัครงาน โดยการลงทะเบียนนายจ้าง เพื่อประกาศตำแหน่งงาน และคัดลอกรายชื่อผู้หางาน ซึ่งปัจจุบันมีการปรับปรุงและรวบรวมข้อมูลการจ้างงานจากภาครัฐที่เชื่อมโยงข้อมูลจากสำนักงาน ก.พ. ซึ่งมีตำแหน่งงานจากหน่วยงานราชการกว่า 300 หน่วยงาน ตำแหน่งงานภาคเอกชน และบริษัทจัดหางานชั้นนำ

โดยปีงบประมาณ พ.ศ.2565 (ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 – เดือนกุมภาพันธ์ 2565) มีผู้สมัครงานมาใช้บริการ 108,094 คน บรรจุงานแล้ว 75,336 คน ก่อเกิดรายได้โดยประมาณ 9,725,640,600 บาท (เก้าพันเจ็ดร้อยยี่สิบห้าล้านหกแสนสี่หมื่นหกร้อยบาทถ้วน) โดยกิจการที่ผู้สมัครงานได้รับการบรรจุงาน 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.การผลิต 2.การขายส่งและการขายปลีก การซ่อมยานยนต์ และจักรยานยนต์ 3. ที่พักแรมและบริการด้านอาหาร 4. การบริหารราชการ การป้องกันประเทศ และการประกันสังคมภาคบังคับ 5 กิจกรรมทางวิชาชีพ วิทยาศาสตร์ และกิจกรรมทางวิชาการ ตามลำดับ

สำหรับผู้ที่ต้องการมีงานทำ และนายจ้าง/สถานประกอบการ หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน 1694

อ้างอิง
https://siamrath.co.th/economy

สรรพสามิต เผย 6 เดือน จับสินค้าเถื่อนกว่า 1.3 หมื่นคดี

สรรพสามิต เผย 6 เดือนปีงบฯ 65 จับสินค้าหนีภาษีได้กว่า 1.3 หมื่นคดี คิดเป็นค่าปรับรวมกว่า 256 ล้านบาท พบสุรา มากสุดกว่า 7 พันคดี รองลงมาคือ ยาสูบ และรถจักรยานยนต์

นายณัฐกร อุเทนสุต ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางสรรพสามิต ในฐานะโฆษกกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ได้ดำเนินงานตามมาตรการเชิงรุกในการป้องกันและปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 และจูงใจผู้ที่อยู่นอกระบบให้เข้ามาสู่ระบบภาษี

โดยผลการปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายสรรพสามิตทั่วประเทศ ปีงบประมาณ 2565 (ระหว่างวันที่ 25 – 31 มีนาคม 2565) พบว่ามีการกระทำผิด จำนวน 410 คดี คิดเป็นเงินค่าปรับ 7.32 ล้านบาท

 

ทำให้ยอดรวมในปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 – 31 มีนาคม 2565 พบว่ามีการกระทำผิด จำนวน 13,828 คดี คิดเป็นเงินค่าปรับ 256.35 ล้านบาท โดยแยกเป็น

-สุรา จำนวน 7,316 คดี ค่าปรับ 66.53 ล้านบาท

-ยาสูบ จำนวน 4,859 คดี ค่าปรับ 127.80 ล้านบาท

-รถจักรยานยนต์ จำนวน 665 คดี ค่าปรับ จำนวน 15.56 ล้านบาท

-น้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน จำนวน 366 คดี ค่าปรับ 18.20 ล้านบาท

-ไพ่ จำนวน 238 คดี ค่าปรับ 2.27 ล้านบาท

-น้ำหอม จำนวน 68 คดี ค่าปรับ 3.17 ล้านบาท

-สินค้าอื่น ๆ จำนวน 316 คดี ค่าปรับ 22.82 ล้านบาท

 

โดยมีของกลางแยกเป็นน้ำสุรา จำนวน 99,654.420 ลิตร ยาสูบ จำนวน 2,774,201 ซอง ไพ่ จำนวน 15,2777 สำรับ น้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน จำนวน 564,340.000 ลิตร น้ำหอม จำนวน 83,980 ขวด รถจักรยานยนต์ จำนวน 815 คัน

 

ทั้งนี้หากประชาชนท่านใดทราบเบาะแสการกระทำความผิดเกี่ยวกับสินค้าที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตสามารถแจ้งโดยตรงได้ที่กรมสรรพสามิต หรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ทุกแห่งทั่วประเทศ หรือ Call center 1713 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือที่ www.excise.go.th ซึ่งกรมสรรพสามิตจะปกปิดข้อมูลของผู้แจ้งเบาะแสเป็นความลับ

อ้างอิง
https://www.thansettakij.com/money_market