กรมรางฯ เปิดตัวเลขปชช.เริ่มต้นเดินทางช่วงสงกรานต์ 2 วัน 7 หมื่นคน

ดร.พิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางราง เปิดเผยว่า ในช่วงเสาร์ – อาทิตย์ที่ผ่านมา (วันที่ 9 – 10 เม.ย. 65) มีประชาชนเริ่มทยอยเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลสงกรานต์ และบางส่วนยังคงมาทำงานหรือทำกิจกรรมในกรุงเทพฯ ตามปกติ โดยจากตัวเลขการเดินทางระบบขนส่งทางรางที่ ขร. ได้รวบรวมช่วงวันดังกล่าวพบว่า มีผู้มาใช้บริการระบบรถไฟระหว่างเมืองของการรถไฟแห่งประเทศไทย 2 วันรวมกันประมาณ 7 หมื่นกว่าคน และมีผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ ทุกระบบรวมกว่า 9 แสนคน ซึ่งจากตัวเลขการใช้ระบบรถไฟระหว่างเมืองอาจยังจะไม่มากนัก แต่ทาง ขร. คาดว่าประชาชนจะทยอยมาใช้บริการเพิ่มขึ้นอีกในช่วงใกล้วันหยุดที่จะถึงนี้ ซึ่งทาง รฟท. จะมีการดำเนินการพ่วงตู้โดยสารเพิ่มไปกับขบวนรถปกติ 184 ขบวน ให้เต็มหน่วยลากจูง พร้อมทั้งเพิ่มขบวนรถพิเศษช่วยการโดยสาร รวม 13 ขบวน (เที่ยวไป 7 ขบวน และเที่ยวกลับ 6 ขบวน) ใน 4 เส้นทาง ได้แก่ อุบลราชธานี อุดรธานี เชียงใหม่ ศิลาอาสน์ พร้อมทั้งเปิดเดินรถขบวนสายใต้ที่ 167/168 กรุงเทพ-กันตัง-กรุงเทพ อีก 2 เที่ยวต่อวัน เพื่อให้สามารถรองรับการเดินทางของประชาชนได้อย่างเพียงพอ

สำหรับมาตรการด้านความปลอดภัย กระทรวงคมนาคมได้มีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีทางรถไฟผ่านให้จัดเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรืออาสาสมัครในพื้นที่มาประจำจุดตัดทางถนนและทางรถไฟที่เป็นทางลักผ่าน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุขบวนรถไฟชนยานพาหนะ รวมทั้งประสานผู้ให้บริการระบบรางจัดเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเส้นทาง เพิ่มเจ้าหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสาร ผู้ปฏิบัติงานด้านการเดินรถระดับแอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์ การเฝ้าระวังผ่านระบบโทรทัศน์วงจรปิด รวมทั้งประสานจัดสุนัขตำรวจ/สุนัขทหารมาช่วยดูแลความเรียบร้อย พร้อมทั้งดำเนินการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (covid-19) และขอความร่วมมือประชาชนผู้ใช้บริการระบบรางสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา ตรวจวัดอุณหภูมิและหมั่นใช้เจลแอลกอฮอล์ สแกนแอปไทยชนะก่อนเข้าใช้บริการระบบราง ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางราง ได้จัดเจ้าหน้าที่ประสานงานกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินหรือขัดข้องตลอดเวลา พร้อมทั้งจัดเจ้าหน้าที่สุ่มตรวจการดำเนินการตามมาตรการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยรองรับการเดินทางระบบขนส่งทางรางของประชาชนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2565 นอกจากนี้ จัดทำรายงานสรุปการให้บริการประชาชนและความปลอดภัยในการขนส่งรางประจำวัน และร่วมรณรงค์การกระจายการเดินทาง “คนบ้านใกล้ออกทีหลังกลับไว” เพื่อลดความหนาแน่นและลดเสี่ยงต่อการติดเชื้อ Covid-19

อ้างอิง
https://siamrath.co.th/economy

หุ้นปิดเช้าลบ 6.40 จุดตามตลาดเอเชีย หลังโควิดเซี่ยงไฮ้พุ่ง หวั่นลามกระทบเศรษฐกิจ

หุ้นเช้าปิดลบ 6.40 จุด ปรับตัวลงตามทิศทางตลาดหุ้นเอเชีย หลังผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในเซี่ยงไฮ้ทำนิวไฮ หวั่นนำไปสู่การล็อกดาวน์ทั้งประเทศทำเศรษฐกิจจีนและทั่วโลกชะลอตัว ส่วนบ้านเรารับแรงขายทำกำไรก่อนหยุดยาว และกังวลผู้ติดเชื้อจะเร่งตัวขึ้นหลังเทศกาลสงกรานต์ คาดช่วงบ่าย Sideway down

นายกิติชาญ ศิริสุขอาชา ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์-รายย่อย บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ปรับตัวลงตามทิศทางตลาดหุ้นเอเชีย เนื่องจากจีนเปิดเผยตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในเซี่ยงไฮ้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้ต้องล็อกดาวน์ต่อเนื่อง และหากควบคุมไม่ได้อาจแพร่กระจายนำไปสู่การล็อกดาวน์ทั้งประเทศตามมาจะกระทบต่อเศรษฐกิจจีนและเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเช้านี้ตลาดหุ้นจีนลงไป 1.8% ตลาดหุ้นฮ่องกงร่วง 2.5% ฉุดตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวลง ขณะที่บ้านเราใกล้วันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ ทำให้มีแรงขายทำกำไรเพื่อลดความเสี่ยง อีกทั้งน้ำมันในตลาดซื้อขายล่วงหน้าลดลงกว่า 2% และดาวโจนส์ฟิวเจอร์สลงไป 160 จุด วันนี้ไม่มีปัจจัยบวกหนุน นอกจากนั้น นักลงทุนยังกังวลหลังเทศกาลสงกรานต์คาดว่าจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดจะพุ่งขึ้นกดดันภาวะเศรษฐกิจ เชื่อว่าจะยังกดดดันตลาดหุ้นในสัปดาห์นี้ที่มีวันทำการ 2 วันแต่คงลงไปไม่มาก

ด้านภาวะตลาดหุ้นไทยปิดการซื้อขายครึ่งวันเช้าที่ระดับ 1,679.60 จุด ลดลง 6.40 จุด หรือเปลี่ยนแปลง -0.38% มูลค่าการซื้อขายราว 35,704 ล้านบาท

สำหรับแนวโน้มการลงทุนในช่วงบ่าย คาดว่าตลาดมีโอกาสแกว่ง Sideway down โดยให้แนวรับ 1,674 และ 1,670 จุด แนวต้านที่ 1,685 และ 1,690 จุด

อ้างอิง
https://m.mgronline.com/stockmarket

IHL ยิ้ม ออเดอร์เบาะหนังรถยนต์ทะลัก

“อินเตอร์ไฮด์” แนวโน้มผลงานในปี 65 โตแจ่ม อานิสงส์อุตสาหกรรมยานยนต์ฟื้นตัว ยอดจองรถยนต์ในงานมอเตอร์โชว์ 2022 คึก ส่งผลมีออเดอร์ผลิตเบาะหนังรถยนต์จากค่ายพันธมิตรรายใหญ่เพิ่ม “องอาจ ดำรงสกุลวงษ์” ประธานกรรมการบริหารพร้อมลุยธุรกิจใหม่ ฟอกหนังรองเท้า-เฟอร์นิเจอร์-ขนมขบเคี้ยวสุนัข มั่นใจหนุนผลงานปีนี้โตเกิน 20%

นายองอาจ ดำรงสกุลวงษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อินเตอร์ไฮด์ จำกัด (มหาชน) (IHL) เปิดเผยว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในปี 2565 ยังมีทิศทางที่ดี เนื่องจากธุรกิจผลิตเบาะหนังรถยนต์ยังมีออเดอร์เข้ามาอย่างต่อเนื่อง จากยอดจองรถยนต์ของค่ายพันธมิตรรายใหญ่ ทั้งบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จํากัด ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2022 มีกระแสตอบรับที่ดี

“ภาพรวมผลการดำเนินงานในปีนี้ยังเติบโตได้ดี ผลจากอุตสาหกรรมยานยนต์กลับมาฟื้นตัว ความต้องการรถยนต์และกำลังซื้อของผู้บริโภคเริ่มกลับมามากขึ้น สะท้อนจากยอดจองรถยนต์ในงานมอเตอร์โชว์ 2022 ที่ผ่านมา มีการตอบรับที่ดี ส่งผลให้ IHL มีออเดอร์ในการผลิตเบาะหนังรถยนต์เข้ามาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งธุรกิจใหม่จะเห็นความชัดเจนในปีนี้มากขึ้น มั่นใจว่าปัจจัยเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนผลงานในปีนี้โตเกิน 20%” นายองอาจ กล่าว

ด้านนายวศิน ดำรงสกุลวงษ์ กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บริษัท อินเตอร์ไฮด์ จำกัด (มหาชน) (IHL) กล่าวว่า ธุรกิจผลิตเบาะหนังรถยนต์ซึ่งเป็นธุรกิจหลัก บริษัทฯ ยังคงเดินเครื่องผลิตเบาะหนังรถยนต์ตามปกติ ส่วนกลุ่มธุรกิจใหม่ ทั้งธุรกิจฟอกหนังรองเท้า ปัจจุบันมีลูกค้า 3 ราย และอยู่ระหว่างการเจรจาอีกหลายราย คาดว่าจะเห็นความชัดเจนเร็วๆ นี้ ธุรกิจผลิตหนังเฟอร์นิเจอร์ยังมีออเดอร์เข้ามาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับธุรกิจขนมขบเคี้ยวสุนัข นอกจากจะวางจำหน่ายภายใต้แบรนด์ “MOMO & FRIENDS” ผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว บริษัทฯ มีแผนที่จะขยายไปยังห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาทางธุรกิจ รวมทั้งการขยายตลาดไปยังต่างประเทศในรูปแบบรับจ้างผลิต (OEM) เพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันมีการส่งออกไปยังประเทศเกาหลี พร้อมทั้งมีการส่งออกในรูปแบบวัตถุดิบหนังวัวไปยังประเทศเวียดนาม และกัมพูชา

“ธุรกิจฟอกหนังรองเท้าขณะนี้มีออเดอร์เข้ามาเพิ่มขึ้น ภายหลังที่มีการเปิดประเทศ กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมา ทำให้การเจรจาทางธุรกิจทำได้สะดวกขึ้น และในเร็วๆ นี้จะมีความชัดเจนจากลูกค้าอีกหลายราย นอกจากนี้ ยังมองหาโอกาสในการขยายธุรกิจใหม่ๆ ที่เป็นการต่อยอดจากธุรกิจหลัก เพื่อเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้บริษัทฯ ได้ในระยะยาว” นายวศิน กล่าว

อ้างอิง
https://m.mgronline.com/stockmarket/

SCB เตือนผู้ถือหุ้นไม่ตอบรับคำเสนอซื้อหุ้นภายในกำหนดเจอผลกระทบ 5 ด้าน

ไทยพาณิชย์ หรือ SCB เดินหน้ากระบวนการแลกหุ้น เผยผ่านมาแล้ว 25 วัน ดีเดย์ 18 เม.ย.นี้ เวลา 16.00 น. เป็นวันสุดท้ายทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ พร้อมเตือนผู้ถือหุ้นของธนาคารที่ไม่ตอบรับคำเสนอซื้อภายในกำหนดจะได้รับผลกระทบ 5 ด้าน

วันที่ 7 เมษายน 2565 ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) แจ้งผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SCB) ว่า บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX จะทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของธนาคาร โดยการออกและเสนอขายหลักทรัพย์ที่ออกใหม่ของ SCBX แก่ผู้ถือหุ้นของธนาคาร เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับหลักทรัพย์ของธนาคารในอัตราการแลกหลักทรัพย์เท่ากับ 1 หุ้นสามัญของธนาคารต่อ 1 หุ้นสามัญของ SCBX และ 1 หุ้นบุริมสิทธิของธนาคาร ต่อ 1 หุ้นสามัญของ SCBX

โดย SCBX ได้กำหนดระยะเวลาการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2565 จนถึงวันที่ 18 เมษายน 2565 ระหว่างเวลา 09.00 น. ถึง 16.00 น. ของทุกวันทำการ รวมทั้งสิ้น 30 วันทำการ โดยเป็นระยะเวลารับซื้อสุดท้าย

ซึ่ง SCBX ได้ดำเนินการทำคำเสนอซื้อหุ้นของธนาคาร ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2565 จนถึงวันที่ 5 เมษายน 2565 รวมเป็นระยะเวลา 25 วันทำการแล้ว ดังนั้น ธนาคารขอแจ้งเตือนผู้ถือหุ้นและผู้ที่ประสงค์จะซื้อหุ้นของธนาคารเพื่อแลกหุ้นในขั้นตอนการตอบรับคำเสนอซื้อ ดังนี้

1.วันสุดท้ายของการยื่นแบบตอบรับการทำคำเสนอซื้อพร้อมเอกสารประกอบให้กับตัวแทนในการรับซื้อหลักทรัพย์ คือ วันจันทร์ที่ 18 เมษายน 2565 ก่อนเวลา 16.00 น. โดยตัวแทนในการรับซื้อหลักทรัพย์ ประกอบด้วย บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส จำกัด

2.เนื่องจากการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีขั้นตอนการชำระราคาและส่งมอบหุ้นในวันทำการที่ 2 ถัดจากวันซื้อขาย หรือ T+2 ดังนั้น วันทำการสุดท้ายที่นักลงทุนสามารถซื้อหุ้นของธนาคาร เพื่อนำมาตอบรับคำเสนอซื้อได้ คือ วันจันทร์ที่ 11 เมษายน 2565

โดยภายหลังวันที่ 11 เมษายน 2565 นักลงทุนสามารถเข้าซื้อหลักทรัพย์ของธนาคารได้ตามปกติ แต่จะไม่สามารถนำหลักทรัพย์นั้นมาตอบรับคำเสนอซื้อได้ ซึ่งภายหลังจากการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของธนาคารแล้วเสร็จและเมื่อตลาดหลักทรัพย์ฯ อนุญาตให้หุ้นสามัญของ SCBX เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน หุ้นของ SCBX จะเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์O ในวันเดียวกับวันที่หุ้นของธนาคารจะถูกเพิกถอนออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ

ดังนั้น ผู้ถือหุ้นของธนาคารที่ไม่ตอบรับคำเสนอซื้อจะได้รับผลกระทบ ดังนี้

1) หุ้นของธนาคารขาดสภาพคล่อง

หุ้นของธนาคารจะพ้นสภาพการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน และจะไม่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือตลาดรองอื่น ๆ

2) ขาดโอกาสในการได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนจากการดำเนินงานของธุรกิจที่โอนย้ายไปยัง SCBX และธุรกิจใหม่ในอนาคต

ผู้ถือหุ้นที่ไม่ตอบรับคำเสนซื้อ จะไม่มีโอกาสในการได้รับผลตอบแทนจากการดำเนินงานของธุรกิจที่โอนย้ายไปยัง SCBX และธุรกิจใหม่ที่ SCBX จะมีการลงทุน ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตสูงและมีศักยภาพที่จะสามารถจดทะเบียนและระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในอนาคตได้

3) ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษี

หลังจากหุ้นของธนาคารพ้นสภาพการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน ผู้ถือหุ้นที่เป็นบุคคลธรรมดาจะ ไม่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับกำไรจากการซื้อขายหุ้น (Capital gain tax) นอกจากนี้ผู้ถือหุ้นของธนาคาร ทั้งที่เป็นบุคคลธรมดาและนิติบุคคลจะต้องเสียอากรแสตมป์ในการโอนหุ้นสามัญของธนาคาร ในกรณีที่บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นนายทะเบียนหลักทรัพย์

4) นโยบายการจ่ายเงินปันผลอาจเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต

โดยนโยบายการจ่ายเงินปันผลของธนาคาร ภายหลังการปรับโครงสร้างการถือหุ้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากธนาคารจะอยู่ภายใต้ SCBX ดังนั้นนโยบายการจ่ายเงินปันผลของธนาคาร จะต้องขึ้นอยู่กับแผนธุรกิจในอนาคตและความเหมาะสมโดยรวมเพื่อพิจารณาฐานะทางการเงินของ SCBX

5) ได้รับข้อมูลข่าวสารของธนาคารน้อยลง

เนื่องจากหุ้นของธนาคารจะถูกเพิกถอนจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ผู้ถือหุ้นของธนาคารจะมีข้อจำกัดในการได้รับข่าวสารจากธนาคาร

ในกรณีของผู้ถือหุ้นซึ่งถือหุ้นของธนาคารในรูปแบบใบหุ้น (Scrip) ผู้ถือหุ้นสามารถส่งแบบตอบรับคำเสนอซื้อพร้อมเอกสารประกอบได้ที่ตัวแทนในการรับซื้อหลักทรัพย์ทุกราย ยกเว้นบริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส จำกัด (สำหรับผู้แสดงเจตนาทั้งประเภทบุคคลและนิติบุคคล) และที่สาขาของธนาคารไทยพาณิซย์ทั่วประเทศ (เฉพาะผู้แสดงเจตนาประเภทบุคคล)

สำหรับกรณีของผู้ถือหุ้น ซึ่งถือหุ้นของธนาคารในรูปแบบไร้ใบหุ้น (Scripless) ผู้ถือหุ้นสามารถส่งแบบตอบรับคำเสนอซื้อพร้อมเอกสารประกอบได้ที่บริษัทหลักทรัพย์ที่ผู้ถือหุ้นมีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์อยู่ โดยบริษัทหลักทรัพย์นั้นจะเป็นผู้ให้บริการรวบรวมและนำส่งแบบตอบรับคำเสนอซื้อดังกล่าวให้แก่ตัวแทนในการรับซื้อหลักทรัพย์ต่อไป

อ้างอิง
https://www.prachachat.net/finance

SO จับมือบิทคับประกาศร่วม Bitkub Chain The NEXT Chapter เสริมแกร่งเหรียญ KUB

เมื่อวันที่ 30 มี.ค.65 ที่ผ่านมา ภายในงาน Bitkub Chain The NEXT Chapter นำโดย นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ขึ้นเวทีแสดงวิสัยทัศน์ในประเด็นเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชน และการเกิดขึ้นของ Bitkub Chain

โดยในงานนี้ นายณัฐพล วิมลเฉลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามราชธานี จำกัด (มหาชน) หรือ SO ผู้ให้บริการด้านธุรกิจการจ้างเหมาบริการครบวงจร (Outsourcing Services) ประกาศความร่วมมือเป็น 1 ใน 20 พันธมิตรหลักที่ร่วมกันเป็น Node Validator ของ Bitkub Chain ภายหลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการ Erawan Hard Fork เปลี่ยนระบบฉันทมติเป็นระบบ POSA ที่มีการอัปเกรดจำนวน Node Validator เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของบล็อกเชนขึ้นไปอีกขั้น และเป็นการเตรียมความพร้อมสู่การเป็นเครือข่ายบล็อกเชนระดับโลกในอนาคต

นายณัฐพล กล่าวเสริมว่า การที่บริษัท สยามราชธานี จำกัด (มหาชน) เปิดตัวร่วมเป็น 1 ในการ Node Validator ของ Bitkub Chain นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเคลื่อนไหวทางธุรกิจครั้งใหญ่ในการนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาธุรกิจ สร้างโอกาสทางการเงินด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่บริษัท สยามราชธานี จำกัด (มหาชน) ประกาศความร่วมมือเป็น Node Validator ที่สำคัญด้วยชื่อเสียงขององค์กรที่มีความน่าเชื่อถือ และสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้เหล่านักลงทุนในอนาคตได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ ยังเป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของเทคโนโลยีบล็อกเชนของประเทศไทยและภาคอุตสาหกรรม เพื่อกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจและการเงินให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ปลอดภัย และโปร่งใส ด้วยค่าธรรมเนียมที่ถูก และการทําธุรกรรมผ่านบล็อกเชนที่รวดเร็ว ให้ก้าวไปสู่การใช้งานระดับโลก รวมทั้ง Ecosystem ที่จะสนับสนุนให้ Bitkub Chain กลายเป็นบล็อกเชนที่น่าภาคภูมิใจของคนไทย ในการเปิดประตูเชื่อมผู้ใช้งานระหว่างโลกความจริงและโลกดิจิทัลเข้าด้วยกัน

อ้างอิง
https://m.mgronline.com/stockmarket

ขยันไม่ตกงาน มีงานเอกชน-รัฐ 1.5 แสนอัตรา เช็กเลยเว็บไซต์ “ไทยมีงานทำ”

กระทรวงแรงงาน เตรียมตำแหน่งงานว่าง จำนวน 159,703 อัตรา รองรับผู้ว่างงาน ผู้จบการศึกษาใหม่ กลุ่มผู้เปราะบาง กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และทุกคนที่ต้องการมีงานทำ โดยพร้อมให้บริการประชาชนผ่านระบบออนไลน์ บนแพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” ซึ่งให้บริการทั้ง Web Application และ Mobile Application ประชาชนสามารถหางาน เข้าถึงตำแหน่งงานที่สนใจเหมาะสมกับตนเอง และสมัครหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะและเพิ่มโอกาสการมีงานทำ ซึ่งปัจจุบันมีตำแหน่งงาน (Active ในระบบ) จากทั่วประเทศ จำนวน 159,703 อัตรา

โดยตำแหน่งงาน 5 อันดับแรกที่มีความต้องการมากที่สุด ได้แก่

1.แรงงานด้านการประกอบ

2.แรงงานบรรจุผลิตภัณฑ์

3.พนักงานขายของหน้าร้านและสาธิตสินค้า

4.ตัวแทนจัดหาบริการทางธุรกิจและนายหน้าการค้าอื่นๆ

5. ตัวแทนฝ่ายขายด้านเทคนิคและการค้า

รัฐบาลโดยการนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงแรงงาน ไม่เคยนิ่งนอนใจกับปัญหาการว่างงาน ซึ่งเป็นปัญหาเริ่มต้นที่กระทบต่อการดำเนินชีวิต การใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของภาคครัวเรือน ตลอดจนเศรษฐกิจในระดับประเทศเป็นลูกโซ่ห่วงใยผู้ว่างงาน ผู้ถูกเลิกจ้าง คนหางาน และผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 รวมทั้งนักศึกษาจบใหม่ที่ยังไม่สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้เพราะขาดประสบการณ์ทำงาน จึงได้กำชับกระทรวงแรงงานสำรวจและเตรียมตำแหน่งงานไว้

นายไพโรจน์ โชติกเสถียร อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า แพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” เป็นเว็บไซต์สำหรับคนหางานที่กำลังมองหางาน และหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อเพิ่มศักยภาพ โดยคนหางานสามารถค้นหาข้อมูลตำแหน่งงานที่เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด โดย Matching ตำแหน่งงานตามพื้นที่ และ ภูมิลำเนา รวมถึงจับคู่ตำแหน่งงานจากความรู้ ความสามารถ และทักษะที่มีอยู่ และยังมีการให้บริการสำหรับนายจ้าง สถานประกอบการ ที่ต้องการช่องทางรับสมัครงาน โดยการลงทะเบียนนายจ้าง เพื่อประกาศตำแหน่งงาน และคัดลอกรายชื่อผู้หางาน ซึ่งปัจจุบันมีการปรับปรุงและรวบรวมข้อมูลการจ้างงานจากภาครัฐที่เชื่อมโยงข้อมูลจากสำนักงาน ก.พ. ซึ่งมีตำแหน่งงานจากหน่วยงานราชการกว่า 300 หน่วยงาน ตำแหน่งงานภาคเอกชน และบริษัทจัดหางานชั้นนำ

โดยปีงบประมาณ พ.ศ.2565 (ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 – เดือนกุมภาพันธ์ 2565) มีผู้สมัครงานมาใช้บริการ 108,094 คน บรรจุงานแล้ว 75,336 คน ก่อเกิดรายได้โดยประมาณ 9,725,640,600 บาท (เก้าพันเจ็ดร้อยยี่สิบห้าล้านหกแสนสี่หมื่นหกร้อยบาทถ้วน) โดยกิจการที่ผู้สมัครงานได้รับการบรรจุงาน 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.การผลิต 2.การขายส่งและการขายปลีก การซ่อมยานยนต์ และจักรยานยนต์ 3. ที่พักแรมและบริการด้านอาหาร 4. การบริหารราชการ การป้องกันประเทศ และการประกันสังคมภาคบังคับ 5 กิจกรรมทางวิชาชีพ วิทยาศาสตร์ และกิจกรรมทางวิชาการ ตามลำดับ

สำหรับผู้ที่ต้องการมีงานทำ และนายจ้าง/สถานประกอบการ หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน 1694

อ้างอิง
https://siamrath.co.th/economy

สรรพสามิต เผย 6 เดือน จับสินค้าเถื่อนกว่า 1.3 หมื่นคดี

สรรพสามิต เผย 6 เดือนปีงบฯ 65 จับสินค้าหนีภาษีได้กว่า 1.3 หมื่นคดี คิดเป็นค่าปรับรวมกว่า 256 ล้านบาท พบสุรา มากสุดกว่า 7 พันคดี รองลงมาคือ ยาสูบ และรถจักรยานยนต์

นายณัฐกร อุเทนสุต ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางสรรพสามิต ในฐานะโฆษกกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ได้ดำเนินงานตามมาตรการเชิงรุกในการป้องกันและปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 และจูงใจผู้ที่อยู่นอกระบบให้เข้ามาสู่ระบบภาษี

โดยผลการปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายสรรพสามิตทั่วประเทศ ปีงบประมาณ 2565 (ระหว่างวันที่ 25 – 31 มีนาคม 2565) พบว่ามีการกระทำผิด จำนวน 410 คดี คิดเป็นเงินค่าปรับ 7.32 ล้านบาท

 

ทำให้ยอดรวมในปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 – 31 มีนาคม 2565 พบว่ามีการกระทำผิด จำนวน 13,828 คดี คิดเป็นเงินค่าปรับ 256.35 ล้านบาท โดยแยกเป็น

-สุรา จำนวน 7,316 คดี ค่าปรับ 66.53 ล้านบาท

-ยาสูบ จำนวน 4,859 คดี ค่าปรับ 127.80 ล้านบาท

-รถจักรยานยนต์ จำนวน 665 คดี ค่าปรับ จำนวน 15.56 ล้านบาท

-น้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน จำนวน 366 คดี ค่าปรับ 18.20 ล้านบาท

-ไพ่ จำนวน 238 คดี ค่าปรับ 2.27 ล้านบาท

-น้ำหอม จำนวน 68 คดี ค่าปรับ 3.17 ล้านบาท

-สินค้าอื่น ๆ จำนวน 316 คดี ค่าปรับ 22.82 ล้านบาท

 

โดยมีของกลางแยกเป็นน้ำสุรา จำนวน 99,654.420 ลิตร ยาสูบ จำนวน 2,774,201 ซอง ไพ่ จำนวน 15,2777 สำรับ น้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน จำนวน 564,340.000 ลิตร น้ำหอม จำนวน 83,980 ขวด รถจักรยานยนต์ จำนวน 815 คัน

 

ทั้งนี้หากประชาชนท่านใดทราบเบาะแสการกระทำความผิดเกี่ยวกับสินค้าที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตสามารถแจ้งโดยตรงได้ที่กรมสรรพสามิต หรือสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ทุกแห่งทั่วประเทศ หรือ Call center 1713 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือที่ www.excise.go.th ซึ่งกรมสรรพสามิตจะปกปิดข้อมูลของผู้แจ้งเบาะแสเป็นความลับ

อ้างอิง
https://www.thansettakij.com/money_market

แฮกเกอร์จู่โจม Axie Infinity ฉกเงินไปกว่า 20,000 ล้านบาท

จากการรายงานของ cointelegraph ระบุถึงโพสต์ประกาศใน Discord อย่างเป็นทางการของ Axie Infinity และเธรด Twitter ของ Ronin Network พร้อมกับหน้า Substack Ronin bridge และ Katana Dex ซึ่งถูกระงับการใช้งาน โดยแฮกเกอร์เจาะระบบและขโมยเหรียญ Ethereum จำนวน 173,600 ETH และนอกจากนี้ยังรวมไปถึง USD Coin อีกประมาณ 25.5 ล้าน USDC ซึ่งมีมูลค่ารวมกัน 612 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินกว่า 20,000 ล้านบาท โดยในแถลงการณ์ประกาศนักพัฒนากล่าวว่าพวกเขากำลังทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย นักตรวจสอบรหัสทางนิติเวช และนักลงทุน เพื่อให้แน่ใจว่าเงินทั้งหมดจะได้รับการกู้คืนหรือคืนเงิน AXS, RON และ SLP Token บน Ronin ทั้งหมด

“เรากำลังติดต่อกับทีมรักษาความปลอดภัยในการแลกเปลี่ยนครั้งสำคัญ และจะติดต่อกลับไปในไม่กี่วันข้างหน้า” ทีมงานของ Ronin กล่าว

ตามที่นักพัฒนาของ Ronin บอก ผู้โจมตีใช้คีย์ส่วนตัวที่ถูกแฮ็กเพื่อปลอมแปลงการถอนเงิน โดยถอนเงินจาก Ronin bridge ในธุรกรรมเพียงสองธุรกรรม ที่สำคัญกว่านั้น การแฮ็กเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 มีนาคม แต่ถูกค้นพบเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา หลังจากที่ผู้ใช้รายหนึ่งถูกกล่าวหาว่าค้นพบปัญหาหลังจากล้มเหลวในการถอน ETH 5,000 ใน ETH จาก Ronin bridge ในขณะที่เผยแพร่ RON ซึ่งเป็นโทเค็นการกำกับดูแลหลักของ Ronin ลดลงเกือบ 20% มาอยู่ที่ 1.88 ดอลลาร์ในชั่วโมงหลังจากเกิดเหตุการณ์ที่ถูกจู๋โจม

อย่างไรก็ดีปัจจุบันเครือข่าย Ronin ของ Sky Mavis ประกอบด้วยโหนดตรวจสอบจำนวน 9 โหนด ซึ่งจำเป็นต้องมีอย่างน้อย 5 ลายเซ็นเพื่อรับรองธุรกรรมการฝากหรือถอนเงิน โดยผู้โจมตีสามารถควบคุมคีย์ส่วนตัวได้ 5 คีย์ ซึ่งประกอบด้วยตัวตรวจสอบ Ronin 4 ตัวของ Sky Mavis และตัวตรวจสอบบุคคลที่ 3 ที่ดำเนินการโดย Axie Decentralized Autonomous Organisation หรือ DAO การได้รับการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นใช้เวลานานเป็นพิเศษ

เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว เมื่อ Sky Mavis ผู้พัฒนาระบบนิเวศ Axie Infinity และ Ronin ขอความช่วยเหลือจาก Axie DAO เพื่อแจกจ่ายธุรกรรมฟรีเนื่องจากจำนวนผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้น Axie DAO ได้อนุญาติให้ Sky Mavis ลงนามในธุรกรรมต่างๆ ในนามของบริษัท และกระบวนการนี้หยุดดำเนินการในเดือนธันวาคม อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงรายการที่อนุญาตพิเศษไม่ถูกเพิกถอน

เมื่อผู้โจมตีเข้าถึงระบบ Sky Mavis พวกเขาได้รับลายเซ็นสุดท้ายจากตัวตรวจสอบความถูกต้องของ Axie DAO ซึ่งจะทำให้ผ่านเกณฑ์โหนดที่จำเป็นสำหรับการดูดเงินจาก Ronin อย่างผิดกฎหมาย ในขณะที่เผยแพร่ เงินที่ถูกแฮ็กส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในกระเป๋าเงินของผู้โจมตี

ขณะที่ทาง Binance ซึ่งให้การสนับสนุน Axie Infinity ได้ตอบรับระบบป้องกันภัยทางธุรกรรมในทันที โดยให้การสนับสนุนทางเทคนิคและทางกฎหมาย โดยได้ประกาศระงับการฝากถอนทุกรูปแบบบนเครือข่าย Ronin และได้ให้ความช่วยเหลือแก่ทีมงานตรวจสอบธุรกรรมที่ผิดปกติ โดยได้บล็อกบัญชีผู้ใช้งานที่มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นแฮ็กเกอร์เพิ่มเติมอีกเช่นกัน

นอกจากนี้ Binance ยังได้ทำการระงับการถอน WETH หรือ Wrapped Ethereum และการแปลงระหว่าง WETH กับ ETH บนเครือข่าย Ethereum เพื่อป้องกันอีกช่องทางหนึ่ง โดย Wrapped Token จะเป็นเหรียญที่ถูกสร้างขึ้นมาในสถานะเป็นเหรียญเงาของเหรียญนั้นๆ โดยมีการนำเหรียญที่ทำการ Wrap จริงๆ มาค้ำมูลค่าไว้ เพื่อให้เหรียญนั้นๆ สามารถไปใช้งานในเครือข่ายอื่นได้)

อ้างอิง
https://m.mgronline.com/stockmarket

SELIC กางแผนปี 65 พัฒนาผลิตภัณฑ์กาวรักษ์โลก

ซีลิค คอร์พ กางแผนปี 65 มุ่งเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์รักษ์โลกเพิ่มขึ้น หวังครอบคลุม-ตอบโจทย์ตลาด ควบคู่กับการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่าย ท่ามกลางแนวโน้มราคาวัตถุดิบที่ยังไม่อ่อนตัวลง ทิ้งท้ายความแข็งแกร่งในปี 64 โกยรายได้ 1,466.03 ล้านบาท เติบโต 16% และกำไรสุทธิที่ 81.5 ล้านบาท

น.ส.ยุวดี เอี่ยมสนธิทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีลิค คอร์พ จำกัด (มหาชน) (SELIC) เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานในปี 2565 นั้น บริษัทฯ เน้นการเติบโตในตลาดเป้าหมาย ซึ่งสะท้อนได้จากความประสบความสำเร็จจากปีที่แล้วที่มีรายได้อยู่ที่ 1,466.03 ล้านบาท เติบโต 16% เมื่อเทียบกับปี 2563 และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 81.5 ล้านบาท ซึ่งในปีนี้บริษัทฯ มุ่งเน้นด้านความยั่งยืนที่ครอบคลุมมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือ ESG เรื่องการปรับปรุงกระบวนการ ตัวอย่างเช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์กาวรักษ์โลกเพิ่มขึ้น เพื่อให้ครอบคลุมและตอบสนองต่อตลาดได้มากขึ้น นอกเหนือจากนี้ บริษัทฯ ยังคงร่วมมือกับหน่วยงาน และโครงการต่างๆ เพื่อช่วยกันผลักดันด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม

สำหรับแรงขับเคลื่อนการเติบโตของบริษัทฯ ในปีนี้ มาจากการรักษาฐานกลุ่มเป้าหมายเดิมของภาคธุรกิจให้มีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการขยายตลาดผ่านช่องทางที่หลากหลาย เพื่อให้เกิดการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างครอบคลุม ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังคงมองโอกาสในการลงทุนใหม่ๆ เช่น การควบรวมกิจการ (M&A) และการร่วมทุน (Joint Venture) เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาทีมวิจัยและพัฒนาสินค้า (Research and Development หรือ R&D) โดยมองว่า R&D เป็นส่วนสำคัญในการสร้างและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภค เพื่อให้ธุรกิจทำกำไรได้มากขึ้น และในปีนี้บริษัทฯ จะใช้ประโยชน์จาก R&D เพื่อรักษาอัตรากำไรขั้นต้น หรือ Gross Profit Margin ให้บริษัทฯ เช่นกัน

“ในปีนี้ยังคงเน้นการบริหารจัดการต้นทุนผลิต ท่ามกลางภาวะการปรับตัวของราคาสินค้าและวัตถุดิบที่สําคัญ รวมถึงซีลิคมีความมุ่งมั่น และพร้อมที่จะปรับตัวและสร้างวัฒนธรรมการปฏิบัติงานที่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพประสิทธิผลด้านต้นทุน ส่วนแผนการปฏิบัติงานต่างๆ ภายในองค์กร จะเน้นแนวทางปฏิบัติเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าต่อต้นทุนและค่าใช้จ่าย โดยอาศัยการทํางานแบบ Agile ที่พร้อมเปลี่ยนแปลงอย่างคล่องตัวต่อภาวะต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น นอกเหนือจากนั้นทีมงานวิจัยและพัฒนา (Research and Development หรือ R&D) จะมีบทบาทสําคัญในการต่อสู้กับความท้าทายนี้เช่นกัน” น.ส.ยุวดี กล่าว

อ้างอิง
https://m.mgronline.com/stockmarket

ก.ล.ต.เล็งเพิ่มโทษ ‘ปั่นหุ้น-อินไซด์เทรดดิ้ง’ ยกระดับการใช้กฎหมาย

ก.ล.ต.กางแผนบังคับใช้กฎหมายปี 65 เล็งเพิ่มโทษปั่น-อินไซด์หุ้น เอาผิดคนรับข้อมูล พร้อมทบทวนโทษทางแพ่ง หลังเจอปัญหา “เจอ จ่าย จบ” เสนอแก้กฎหมายเพิ่มอำนาจ ก.ล.ต.สอบสวน-คุ้มครองพยาน

นายศักรินทร์ ร่วมรังษี รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า สำหรับการบังคับใช้กฎหมายในปี 2565 ก.ล.ต.มีแผนแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับการสร้างราคาหุ้น (ปั่นหุ้น) และการซื้อขายหลักทรัพย์โดยใช้ข้อมูลภายใน (อินไซด์เทรดดิ้ง) เพื่อให้มีความครอบคลุมมากขึ้น จากเดิมกฎหมายดังกล่าวจะลงโทษผู้กระทำผิดที่เป็นบุคคลภายในเท่านั้น แต่กฎหมายใหม่จะเอาผิดทางกฎหมายกับบุคคลที่ได้รับข้อมูลด้วย

นอกจากนี้ ก.ล.ต.จะใช้มาตรการในเชิงป้องกันผ่านการให้ความรู้ว่าการกระทำใดบ้างที่เข้าข่ายการปั่นหุ้นและอินไซด์เทรดดิ้ง รวมถึงการนำเทคโนโลยี อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และระบบคอมพิวเตอร์ที่เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง (Machine Learning) มาช่วยตรวจสอบธุรกรรมที่มีความผิดปกติ เพื่อป้องกันและยับยั้งการกระทำความผิดตั้งแต่ต้น

ในขณะเดียวกัน ก.ล.ต.มีแผนประเมินและทบทวนประสิทธิผลของมาตรการลงโทษทางแพ่งด้วยในปีนี้ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สำนักงานฯ ใช้ลงโทษผู้กระทบผิดมามากกว่า 5 ปีแล้ว (ตั้งแต่ปี 2559) จึงเห็นสมควรต้องทบทวนประสิทธิผล แม้มาตรการดังกล่าวจะช่วยให้การดำเนินการกับผู้กระทำผิดทำได้เร็วและมีประสิทธิผล แต่ยังมีข้อเสียที่เรียกกันว่า “เจอ จ่าย จบ” กล่าวคือ เมื่อผู้กระทำผิดมาจ่ายค่าปรับก็จบไป ไม่ได้เกิดความเกรงกลัวในการดำเนินการของ ก.ล.ต.

ในส่วนของมาตการลงโทษทางอาญา อยู่ระหว่างเสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ ก.ล.ต.มีอำนาจในการสอบสวนก่อนส่งเรื่องไปยังอัยการ จากเดิมต้องดำเนินการผ่านพนักงานสอบสวน ซึ่งที่ผ่านมามีการร่วมมือกับตำรวจด้านเศรษฐกิจ หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และตำรวจด้านเทคโนโลยี แต่ยังมีอุปสรรคในแง่ที่ต้องใช้ความรู้และความเข้าใจที่มีลักษณะเฉพาะในการสอบสวน

นอกจากนี้ ก.ล.ต.เสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายคุ้มครองพยานให้เข้ามาอยู่ในกฎหมายหลักทรัพย์ โดยเฉพาะพยานบุคคล ซึ่งเป็นพยานสำคัญในการสนับสนุนการจับผู้กระทบความผิด จากเดิมพยานบุคคลมักเกรงกลัวการให้ข้อมูล เนื่องจากผู้กระทำความผิดเป็นบุคคลใกล้ชิด หรือเป็นบุคคลที่พยานอยู่ใต้อิทธิพล โดยหวังว่าการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวจะทำให้มาตรการอาญามีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายศักรินทร์ กล่าวว่า สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับความนิยมมากขึ้น ก.ล.ต.มีแผนบังคับใช้กฎหมายเพื่อดูแลการซื้อขายมากขึ้น ทั้งการดูแล Front-line Regulator หรือศูนย์การซื้อขาย (Exchange) ให้ดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยในตลาด ดูแลผู้ออกเหรียญให้เปิดเผยข้อมูลที่ครบถ้วน รวมถึงดูแลสภาพการซื้อขาย ซึ่งอาจพิจารณาเครื่องมือต่างๆ เช่น เครื่องหมายหยุดซื้อขาย หรือเพดานซื้อขายสูงสุดและต่ำสุด (ซิลลิ่ง-ฟลอร์) เป็นต้น

อ้างอิง
https://www.bangkokbiznews.com/business